Tulip Mania บทสรุปวิกฤต เมื่อดอกไม้ราคาแพงกว่าบ้าน

Tulip Mania

Tulip Mania บทสรุปของวิกฤต เมื่อพูดถึงวิกฤตทางการเงิน กับคำว่า ต้มยำกุ้ง ที่อาจจะผุดขึ้นมาในความคิดของหลายๆคน เป็นอันดับแรก เพราะคือวิกฤตของคนไทยที่ ต้องประสบกับปัญหาอย่างใกล้ชิดที่สุด และในเวลาเดียวกันนั้น เพราะวิกฤตในครั้งนั้นที่ทำให้คนไทยต้องสูญเสียเงินจำนวนมหาศาล Tulip Mania วิกฤตทางการเงิน ทั้งหลายนั้นมักจะมาจากส่วนที่มีความซับซ้อน วิกฤตต้มยำกุ้งในปี 2540 ที่มาจากการเปิดเสรีทางการเงินที่มีชื่อสุดเท่ว่า BIBF วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ในปี 2551 ที่มาจากตราวารที่เรียกว่า CDS หรือ MBS ทีก็ดูเหมือนว่ายิ่งโลกทางการเงินก็ยังดูแม่แน่ชัด มันก็ยิ่งมีวิกฤตที่เกิดขึ้นได้ง่ายเท่านั้น แต่ถ้าลองขุดให้ลึกลงไปในชื่ออันซับซ้อนที่พรางตาเราอยู่ ที่วิกฤติ ทั้งหลายนั้นล้วนมาจากสาเหตุเดียวกัน ที่มาจากคำว่า ความโลภ ที่ก็แปลว่าวิกฤตไม่ได้เป็นของใหม่ แต่มันอาจจะเกิดขึ้นมานานแล้ว ที่เราจะต้องเจอกับ วิกฤตทางการเงินครั้งแรกที่นึกย้าอนไปเมื่อตอนปี  1636 ทีเดียว ที่มีวิกฤตที่มีอย่างสวยงาม ที่มีชื่อว่า วิกฤตดอกทิวลิป โดยที่วิกฤต วิกฤตดอกทิวลิป ที่เป็นวิกฤตทางการเงินที่เกิดขึ้นระหว่างปี 1636-1637 ในประเทศเนเธอแลนด์เพียงชื่อก็บอกแล้วว่ามันมีมาจากดอกทิวลิป ที่ก่อนหน้านั้นเนเธอร์แลนด์ นั้นยังไม่มีดอกทิวลิป และยุโรปก็ยังไม่มีทิวลิป มันเป็นสินค้าต่างแดน ที่มาจากประเทศตุรกี ด้วยความที่เป็นของแปลกใหม่นี้เอง มันจึงเป็นดอกไม้หายากที่ใครๆ ต่างก็อยากจับจอง ราคาของมันจึงค่อยๆ สูงขึ้นทีละนิด ทีละนิด   การซื้อขายดอกทิวลิปเขาไม่ได้เริ่มซื้อกันตอนที่มันบานแล้ว ที่พ่อค้าแม่ค้าหยิบเอามาเทรดกันตั้งแต่มันยังเป็นหัวด้วยซ้ำไป เพราะธรรมชาติของดอกทิวลิปจะใช้เวลาเป็นปี ถึงจะเบ่งบานได้ ที่นอกจากจะซื้อขายกันตั้งแต่ยังเป็นหัว ผู้ปลูกทิวลิป รวมถึงพ่อค้าคนอื่นๆ ยังเริ่มทำการซื้อขายทิวลิปด้วยสัญญาล่วงหน้า (Future) ความหมายง่ายๆ ก็คือซื้อขายหัวทิวลิปกันด้วยกระดาษ จ่ายเงินมหาศาลเพื่อกระดาษใบเดียว นั่นแปลว่าเครื่องมือทางการเงินอันซับซ้อนก็มีมาตั้งแต่สมัยบ้านเรายังรบกับพม่า   แต่ถ้าดอกทิวลิปสีพื้นๆ ธรรมดานั้นก็ยังไม่ได้แพงเท่าไหร่ แต่ถ้าหัวดอกทิวลิป ไหนที่มีหลายสี มีลาย หรือมีจุดแปลกๆ พวกนี้ล่ะคือหัวทิวลิปที่มีราคาสูงลิบลิ่วชนิดที่ว่าซื้อบ้านได้หนึ่งหลังแล้วยังเหลือเงินตกแต่งเฟอร์นิเจอร์ครบชุดอีกด้วย เพื่อให้เห็นภาพ ว่ากันว่าหัวทิวลิปราคาแพงที่สุดตอนนั้นซื้อขายกันที่ราคาประมาณ 5,000 ฟลอรินส์ มีคนลองเทียบแล้วคิดเป็นค่าเงินปัจจุบันราวๆ 750,000 เหรียญ หรือถ้าคิดเป็นเงินไทยประมาณ 23 ล้านบาท ทิวลิปหนึ่งหัวราคาพอๆ กับเพนท์เฮาส์ย่านสาทรยังไงยังงั้นเลย…

Read More

GDP2019 การโตต่ำที่สุดในรอบ5ปี ของประเทศไทย

GDP2019 หรือเศรษฐกิจไทยในปี 2019 ที่หลังจาก ที่รอลุ้นกันมานาน ที่ตัวเลข GDP ที่บ่งบอกว่าถึงการเติบโตของเศรษฐกิจของไทยในปี 2019 ก็มีการออกประกาศออกกมาอย่างเป็นทางการ โดยที่ตัวเลขที่มีการเคาะออกมาโดย ทางสำนักงานสภาพัฒนาการทางด้านเศรษฐกิจ และสังคมแห่งชาติ (สศช) อยู่ที่ 2.4% ที่ก็ถือว่าเป็นตัวเลขที่ตกต่ำที่สุดในรอบ 5 ปี หรือตั้งแต่ 2015 เป็นต้นมา ที่การเติบโตของ GDP2019 เพียง 2.4% ของที่ประเทศไทยที่ค่อนข้าง จะแย่ที่ปิดตัวลงได้ที่ 1.6% ที่ทำให้ภาพรวมของทั้งปี ภาพรวมทาเศรษฐกิจไทย นั้นมีการเติบโตเพียง 2.4% ที่ต่ำกว่าเป้าที่สถาบันการเงินหลายแห่งที่ประมาณไว้เล็กน้อยในช่วงปลายปี แต่ถ้าเกิดนับตั้งแต่ช่วงต้นปี 2019 นั้นมา เป้าของการเติบโตก็ลดลงมาเรื่อยๆ โดยที่ตัวเลขล่าสุด ของการสรุปเศรษฐกิจในปี 2019 ภาพรวมเศรษฐกิจทั้งประเทศ ที่มีการขยายตัวเพียง 2.4% การบริโภคทางภาคเอกชน ที่มีการขยายตัว 4.5 % การอุปโภคทางภาครัฐบาล ที่มีการขยายตัว 1.4% การลงทุนของทางภาครัฐ ที่มีการขยายตัว 0.2% มูลค่าของการส่งออก ที่หด 3.2 % เนื่องจากตัวเลขข้างต้น ที่เราจะเห็นว่าภาพรวมของเศรษฐกิจปี 2019 ที่ได้รับผลกระทบจากหลายส่วนด้วยกัน ที่ฉุดภาพรวมเศรษฐกิจมากที่สุด ที่น่าจะหนีไม่พ้น ภาคการส่งออก มูลค่าการส่งออกหดตัวถึง 3.2% ปัจจัยหลักก็มาจากทั้งเรื่องค่าเงินบาทแข็งตัว  และในภาพรวมเศรษฐกิจโลกที่ค่อนข้างอ่อนแอ ในขณะเดียวกัน ที่การลงทุนภาครัฐ และการอุปโภคภาครัฐบาล ก็มีการขยายตัวต่ำมาก ซึ่งส่วนหนึ่งก็มาจากการเบิกจ่ายที่ล่าช้าของงบประมาณปี 2019 จากปัญหาคาราคาซังด้านการเมืองต่าง ที่ส่งผลกระทบยาวมาตั้งแต่ต้นปี   ปีหน้าจะมีความหวังกับเศรษฐกิจไทยไหม ความหวังสูงสุดน่าจะฝากไว้ที่ค่าเงินบาท ที่หลังจากแข็งตัวมาอย่างยาวนานแล้ว ปัจจุบันก็เริ่มกลับมาอ่อนค่าบ้าง โดยมีแนวโน้มที่ดีที่จะได้เห็นการฟื้นตัวของการส่งออก นอกจากนี้ งบประมาณภาครัฐที่เบิกจ่ายมาล่าช้าตั้งแต่ปีที่แล้วก็จะได้เห็นการกลับมาใช้จ่ายในปีนี้อีกด้วย   แต่อย่าลืมเรื่องโรคระบาด COVID – 19   ถ้าหากนับประเด็นทางเศรษฐกิจในปี 2020…

Read More

EGCO กับราคาหุ้นที่ปรับลงอย่างน่าสนใจ โบรกแนะนำซื้อ

EGCO หุ้นที่น่าสนใจที่สุดในช่วงนี้ ที่เหล่าบรรดาโบรกเกอร์แนะนำว่าควรซื้อ โดนเนื่องมาจากราคาหุ้น ที่ปรับตัวลงอย่างมากพอสมควร ที่สวนทางกับทางด้านปัจจับพื้นฐาน และสถานะทาการเงิน ที่ยังคงมีควาแข็งแกร่งอยู่ ในกระแสทางด้านการเงินที่มีความพร้อม สำหรับการรองรับตลาด  ทั้งในด้านกระแสเงินสดมีความพร้อมรองรับกับแผนการลงทุน และการรับรู้ส่วนแบ่งกำไรจากโรงไฟฟ้าใหม่ ๆ เพิ่มเติมอย่างต่อเนื่อง อาทิ การรับรู้ส่วนแบ่งกำไรจากโครงการ Paju ของทางเกาหลีใต้ โครงการโรงไฟฟ้าไซยะบุรี ในส่วนสปป.ลาว ที่เริ่มจ่ายไฟฟ้า เข้าในระบบเชิงพาณิชย์ (COD) ในช่วงของไตรมาส 4/62 อย่างไรก็ดี มองว่าแม้ EGCO  จะเป็นหุ้นที่มีอัตราผลตอบแทนต่ำกว่าหุ้นโรงไฟฟ้าอื่น ๆ ในกลุ่ม แต่ยังมีศักยภาพการเติบโตอีกมาก ขณะที่ราคาปัจจุบันยังต่ำกว่าราคาเป้าหมายทำให้มีความน่าสนใจลงทุน ช่วงบ่ายหุ้นอยู่ที่ 221 บาท เพิ่มขึ้น 20 บาท หรือ 9.95% ขณะที่ดัชนี ของหุ้นไทยปรับขึ้น 6.90% โดย นายเบญจพล สุทธิ์วนิช ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บล.เอเชีย เวลท์ ได้มีการเปิดเผยว่า เรื่อง ราคาหุ้นที่ปรับตัวลดลงมาอยู่ในระดับที่น่าสนใจ ซึ่งในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมาปรับตัวลดลงมาราว 30% ถือว่าลดลงกว่าปัจจัยพื้นฐานไปมากโดยที่เป็นหุ้นที่ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจและการแพร่ระบาดของโควิด-19 ไม่มากนัก เนื่องจากพอร์ตโรงไฟฟ้าส่วนใหญ่เป็นโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ (IPP) มีสัญญาซื้อขายไฟฟ้าระยะยาว และจะได้รับค่าความพร้อมจ่ายตามสัญญา หากโรงไฟฟ้ามีความพร้อมจ่ายตลอดเวลาแม้อาจไม่ได้ถูกเรียกให้จ่ายไฟฟ้าก็ตาม ทำให้การขายไฟฟ้าสามารถรับรู้เป็นรายได้อย่างต่อเนื่อง แม้อัตราการใช้ไฟฟ้าจะลดลง อย่างไรก็ดี มองว่าแม้ เป็นหุ้นที่ให้อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล (Dividend Yeild) สูงไม่เท่าหุ้นอื่น ๆ ในกลุ่มโรงไฟฟ้า แต่มีกระแสเงินสดพร้อมสำหรับการลงทุนค่อนข้างมาก โดยสิ้นปี 62 มีเงินสดในมือกว่า 2 หมื่นล้านบาท และปีนี้มีแผนลงทุนในโครงการต่าง ๆ จำนวนมาก ทำให้มีศักยภาพในการเติบโตสูง สำหรับผลประกอบการรวมของ ในช่วงปีนี้คาดว่าจะทรงตัวจากปีก่อนที่ระดับราว 1.3 หมื่นล้านบาท โดยคาดว่าจะเห็นกำไรจากการดำเนินงานปกติไตรมาส 1/63 กลับมาฟื้นตัวตามฤดูกาล จากกลุ่มโรงไฟฟ้า IPP รวมทั้งกำไรจากโครงการ Paju ที่เพิ่มขึ้นและรับรู้ได้เต็มไตรมาส รวมถึงการรับรู้กำไรของโครงการไซยะบุรี ที่ถือหุ้น 12.5% เริ่มผลิตไฟฟ้ามาตั้งแต่ 29 ต.ค.62 จะรับรู้กำไรเข้ามาเต็มไตรมาสเช่นกัน ด้าน บล.ทิสโก้ ระบุในบทวิเคราะห์ว่า ปรับคำแนะนำของ ขึ้นจาก”ขาย”เป็น”ซื้อ”โดยมีมูลค่าที่เหมาะสม 306 บาทหลังมูลค่าหุ้นกลับมาน่าสนใจอีกครั้ง แม้ว่าจะปรับประมาณการผลการดำเนินงานลง 14-18% สำหรับปี 63-64 สะท้อนยอดขายไฟฟ้าให้กลุ่มนิคมอุตสาหกรรมและยอดขายไฟฟ้าในต่างประเทศลดลง ตลอดจนค่าไฟลดลงและต้นทุนพลังงานใหม่เพิ่มขึ้น นอกจากนี้ได้รวมผลของการซื้อกิจการที่ไต้หวันไว้แล้ว แต่ก็มีสัดส่วนรายได้จากการขายไฟฟ้าให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ตามสัญญาสูงถึง 61% ก็จะเข้ามาช่วยผลการดำเนินงาน แม้มีความเสี่ยงเชิงลบจากกลุ่มลูกค้าอุตสาหกรรมที่คิดเป็นสัดส่วนราว 7% สำหรับรายได้ปี63 ด้านยอดขายไฟฟ้าให้กับต่างประเทศยังคงที่ตามสัญญาการขายไฟฟ้า ที่ไม่รวมโรงไฟฟ้า Paju และธุรกิจ LNG ที่เกาหลีใต้ ทิสโก้ มองว่าตลาดกังวลการดำเนินงานของโรงไฟฟ้าที่ Paju มากเกินไป ในช่วงที่มีการระบาดของไวรัสโควิด-19 ทั้งที่การใช้ไฟฟ้าของเกาหลีใต้เพิ่มขึ้น 8% ในเดือน ก.พ.63 และยังได้ประโยชน์จากการผลิตของโรงไฟฟ้าถ่านหินที่ลดลง อย่างไรก็ตามปรับประมาณการรายได้ของโครงการนี้ลง 14% เนื่องจากเป็นการขายไฟฟ้าผ่านระบบกลางทำให้มีความเสี่ยงจากอุปสงค์ของไฟฟ้ากระทบราคาและปริมาณการขาย ทั้งนี้ ซื้อขายที่ P/E 11 เท่า คิดเป็นส่วนลด 56% และ 11% จากกลุ่มโรงไฟฟ้าภายในประเทศและภูมิภาค และคาดอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลที่ 3.5% สูงกว่ากลุ่มที่ 2.6% โดยใช้ DCF ในการประเมินมูลค่าที่เหมาะสมที่ 306 บาททำให้ราคาปัจจุบันมีความน่าสนใจ ด้านบทวิเคราะห์ บล.แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ ระบุว่า มูลค่าหุ้นของกลับมาน่าสนใจอีกครั้งจากราคาหุ้นลดลงแล้ว 32% จากจุดสูงสุดในรอบ 5 เดือนที่ผ่านมา ด้วย P/E ปี 63 ที่ 12.8 เท่า และ P/B 1.19 เท่า ซึ่งถูกกว่าหุ้นโรงไฟฟ้าใหญ่อื่น แม้โครงการในมือจะไม่ได้สร้างการเติบโตที่โดดเด่นนัก แต่มองว่าด้วยฐานะการเงินและพันธมิตรที่แข็งแกร่งจะช่วยสร้างการเติบโตสูงได้ในอนาคต และด้วยพอร์ตที่กระจายตัวทั้งโรงไฟฟ้าหลายประเภท และในหลายประเทศ จะช่วยลดความเสี่ยงต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นได้ ขณะเดียวกัน ที่ตั้งเป้าหมายลงทุนสูงถึง 3 หมื่นล้านบาทในปีนี้ ด้วยฐานะการเงินที่แข็งแกร่ง และสูงต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 ทั้งสำหรับโครงการที่อยู่ระหว่างก่อสร้าง และการทำ M&A โดยโครงการที่เปิดเผยแล้ว ได้แก่ การรุกเข้าสู่ธุรกิจนิคมอุตสาหกรรม โดยใช้พื้นที่โรงไฟฟ้าเก่า จ.ระยอง ขนาด 600 ไร่ พัฒนาเป็น Smart Industrial Estate ปัจจุบันอยู่ระหว่างจัดทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ซึ่งโครงการนี้จะมีความสามารถในการแข่งขันสูงจากต้นทุนการถือครองที่ดินต่ำกว่าคู่แข่ง GCO กับราคาหุ้นที่ปรับลงอย่างน่าสนใจ โบรกแนะนำซื้อ  EGCO หุ้นที่น่าสนใจที่สุดในช่วงนี้ ที่เหล่าบรรดาโบรกเกอร์แนะนำว่าควรซื้อ โดนเนื่องมาจากราคาหุ้น ที่ปรับตัวลงอย่างมากพอสมควร ที่สวนทางกับทางด้านปัจจับพื้นฐาน และสถานะทาการเงิน ที่ยังคงมีควาแข็งแกร่งอยู่ ในกระแสทางด้านการเงินที่มีความพร้อม สำหรับการรองรับตลาด  ทั้งในด้านกระแสเงินสดมีความพร้อมรองรับกับแผนการลงทุน และการรับรู้ส่วนแบ่งกำไรจากโรงไฟฟ้าใหม่ ๆ เพิ่มเติมอย่างต่อเนื่อง อาทิ การรับรู้ส่วนแบ่งกำไรจากโครงการ Paju ของทางเกาหลีใต้ โครงการโรงไฟฟ้าไซยะบุรี ในส่วนสปป.ลาว ที่เริ่มจ่ายไฟฟ้า เข้าในระบบเชิงพาณิชย์ (COD) ในช่วงของไตรมาส 4/62 อย่างไรก็ดี มองว่าแม้ EGCO  จะเป็นหุ้นที่มีอัตราผลตอบแทนต่ำกว่าหุ้นโรงไฟฟ้าอื่น ๆ ในกลุ่ม แต่ยังมีศักยภาพการเติบโตอีกมาก ขณะที่ราคาปัจจุบันยังต่ำกว่าราคาเป้าหมายทำให้มีความน่าสนใจลงทุน ช่วงบ่ายหุ้นอยู่ที่ 221 บาท เพิ่มขึ้น 20 บาท หรือ 9.95% ขณะที่ดัชนี ของหุ้นไทยปรับขึ้น 6.90% โดย นายเบญจพล สุทธิ์วนิช ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บล.เอเชีย เวลท์ ได้มีการเปิดเผยว่า เรื่อง ราคาหุ้นที่ปรับตัวลดลงมาอยู่ในระดับที่น่าสนใจ ซึ่งในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมาปรับตัวลดลงมาราว 30% ถือว่าลดลงกว่าปัจจัยพื้นฐานไปมากโดยที่เป็นหุ้นที่ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจและการแพร่ระบาดของโควิด-19 ไม่มากนัก เนื่องจากพอร์ตโรงไฟฟ้าส่วนใหญ่เป็นโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ (IPP) มีสัญญาซื้อขายไฟฟ้าระยะยาว และจะได้รับค่าความพร้อมจ่ายตามสัญญา หากโรงไฟฟ้ามีความพร้อมจ่ายตลอดเวลาแม้อาจไม่ได้ถูกเรียกให้จ่ายไฟฟ้าก็ตาม ทำให้การขายไฟฟ้าสามารถรับรู้เป็นรายได้อย่างต่อเนื่อง แม้อัตราการใช้ไฟฟ้าจะลดลง อย่างไรก็ดี มองว่าแม้ เป็นหุ้นที่ให้อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล (Dividend Yeild) สูงไม่เท่าหุ้นอื่น ๆ ในกลุ่มโรงไฟฟ้า แต่มีกระแสเงินสดพร้อมสำหรับการลงทุนค่อนข้างมาก โดยสิ้นปี 62 มีเงินสดในมือกว่า 2 หมื่นล้านบาท และปีนี้มีแผนลงทุนในโครงการต่าง ๆ จำนวนมาก ทำให้มีศักยภาพในการเติบโตสูง สำหรับผลประกอบการรวมของ ในช่วงปีนี้คาดว่าจะทรงตัวจากปีก่อนที่ระดับราว 1.3 หมื่นล้านบาท โดยคาดว่าจะเห็นกำไรจากการดำเนินงานปกติไตรมาส 1/63 กลับมาฟื้นตัวตามฤดูกาล จากกลุ่มโรงไฟฟ้า IPP รวมทั้งกำไรจากโครงการ Paju ที่เพิ่มขึ้นและรับรู้ได้เต็มไตรมาส รวมถึงการรับรู้กำไรของโครงการไซยะบุรี ที่ถือหุ้น 12.5% เริ่มผลิตไฟฟ้ามาตั้งแต่ 29 ต.ค.62 จะรับรู้กำไรเข้ามาเต็มไตรมาสเช่นกัน ด้าน บล.ทิสโก้ ระบุในบทวิเคราะห์ว่า ปรับคำแนะนำของ ขึ้นจาก”ขาย”เป็น”ซื้อ”โดยมีมูลค่าที่เหมาะสม 306 บาทหลังมูลค่าหุ้นกลับมาน่าสนใจอีกครั้ง แม้ว่าจะปรับประมาณการผลการดำเนินงานลง 14-18% สำหรับปี 63-64 สะท้อนยอดขายไฟฟ้าให้กลุ่มนิคมอุตสาหกรรมและยอดขายไฟฟ้าในต่างประเทศลดลง ตลอดจนค่าไฟลดลงและต้นทุนพลังงานใหม่เพิ่มขึ้น นอกจากนี้ได้รวมผลของการซื้อกิจการที่ไต้หวันไว้แล้ว แต่ก็มีสัดส่วนรายได้จากการขายไฟฟ้าให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ตามสัญญาสูงถึง 61% ก็จะเข้ามาช่วยผลการดำเนินงาน แม้มีความเสี่ยงเชิงลบจากกลุ่มลูกค้าอุตสาหกรรมที่คิดเป็นสัดส่วนราว 7% สำหรับรายได้ปี63 ด้านยอดขายไฟฟ้าให้กับต่างประเทศยังคงที่ตามสัญญาการขายไฟฟ้า ที่ไม่รวมโรงไฟฟ้า Paju และธุรกิจ LNG ที่เกาหลีใต้ ทิสโก้ มองว่าตลาดกังวลการดำเนินงานของโรงไฟฟ้าที่ Paju มากเกินไป ในช่วงที่มีการระบาดของไวรัสโควิด-19 ทั้งที่การใช้ไฟฟ้าของเกาหลีใต้เพิ่มขึ้น 8% ในเดือน ก.พ.63 และยังได้ประโยชน์จากการผลิตของโรงไฟฟ้าถ่านหินที่ลดลง อย่างไรก็ตามปรับประมาณการรายได้ของโครงการนี้ลง 14% เนื่องจากเป็นการขายไฟฟ้าผ่านระบบกลางทำให้มีความเสี่ยงจากอุปสงค์ของไฟฟ้ากระทบราคาและปริมาณการขาย ทั้งนี้ ซื้อขายที่ P/E 11 เท่า คิดเป็นส่วนลด 56% และ 11% จากกลุ่มโรงไฟฟ้าภายในประเทศและภูมิภาค และคาดอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลที่ 3.5% สูงกว่ากลุ่มที่ 2.6% โดยใช้ DCF ในการประเมินมูลค่าที่เหมาะสมที่ 306 บาททำให้ราคาปัจจุบันมีความน่าสนใจ ด้านบทวิเคราะห์ บล.แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ ระบุว่า มูลค่าหุ้นของกลับมาน่าสนใจอีกครั้งจากราคาหุ้นลดลงแล้ว 32% จากจุดสูงสุดในรอบ 5 เดือนที่ผ่านมา ด้วย P/E ปี 63 ที่ 12.8 เท่า และ P/B 1.19 เท่า ซึ่งถูกกว่าหุ้นโรงไฟฟ้าใหญ่อื่น แม้โครงการในมือจะไม่ได้สร้างการเติบโตที่โดดเด่นนัก แต่มองว่าด้วยฐานะการเงินและพันธมิตรที่แข็งแกร่งจะช่วยสร้างการเติบโตสูงได้ในอนาคต และด้วยพอร์ตที่กระจายตัวทั้งโรงไฟฟ้าหลายประเภท และในหลายประเทศ จะช่วยลดความเสี่ยงต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นได้ ขณะเดียวกัน ที่ตั้งเป้าหมายลงทุนสูงถึง 3 หมื่นล้านบาทในปีนี้ ด้วยฐานะการเงินที่แข็งแกร่ง และสูงต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 ทั้งสำหรับโครงการที่อยู่ระหว่างก่อสร้าง และการทำ M&A โดยโครงการที่เปิดเผยแล้ว ได้แก่ การรุกเข้าสู่ธุรกิจนิคมอุตสาหกรรม โดยใช้พื้นที่โรงไฟฟ้าเก่า จ.ระยอง ขนาด 600 ไร่ พัฒนาเป็น Smart Industrial Estate ปัจจุบันอยู่ระหว่างจัดทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ซึ่งโครงการนี้จะมีความสามารถในการแข่งขันสูงจากต้นทุนการถือครองที่ดินต่ำกว่าคู่แข่ง Cr.UFABET

Read More

CFA Institute มีประกาศเลื่อน การสอบรอบเดือนมิถุนายน

CFA Institute ที่เป็นสมาคมของผู้ประกอบวิชาชีพการเงิน และการลงทุนระดับสากล ได้มีการประกาศว่า เนื่องจากวิกฤตสาธารณะสุขทั่วโลก ที่มาจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสสายพันธุ์ใหม่ หรือโควิด-19 ทางสถาบันจึงตัดสินใจเลื่อนการสอบ CFA Program ทั่วโลก จากกำหนดการเดิม ในช่วงเดือนมิถุนายน 2563 CEO ของ CFA Institute มาร์กาเร็ต แฟรงคลิน ประธานบริษัท ได้กล่าวว่า มันเป็นเรื่องที่ไม่อาจปฏิเสธว่า การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ นั้นส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อครอบครัว ชุมชน ธุรกิจ ตลาดการเงิน และเศรษฐกิจโลก ที่เนื่องจากการแพร่ระบาดยังคงทวีความรุนแรงอย่างต่อเนื่อง และยังไม่แน่นอนว่าจะทุเลาลงเมื่อใด จึงได้มีการตัดสินใจดังกล่าวนี้ด้วยหัวใจที่หนักอึ้ง และวิตกกังวล เพราะว่าแม้จะเสียใจ แต่ก็ทราบดีถึงความจำเป็นเพื่อประโยชน์สูงสุดของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหมด โดยที่ผู้สมัครที่ลงทะเบียนสอบรอบ เดือนมิถุนายนจะถูกโอนไปสอบในรอบใดรอบหนึ่งของการสอบอีกสองรอบ ที่กำลังทำงานอย่างใกล้ชิดกับพันธมิตรทั่วโลก เพื่อกำหนดว่าการจัดสอบอีกสองรอบจะเกิดขึ้นเมื่อไร ซึ่งมีโอกาสที่การสอบทุกระดับอาจเกิดขึ้นในเดือนธันวาคม 2563 เป็นอย่างเร็วที่สุด และจะมีการอนุญาตให้ผู้สมัครสามารถเลือกวันสอบได้ตามที่ต้องการ ที่มีผู้สมัครหลายแสนคนทั่วโลก และทราบดีว่าพวกเขาทุ่มเทเวลาเพื่อเตรียมตัวสอบในเดือนมิถุนายนมากแค่ไหน ที่แฟรงคลิน ได้กล่าวไว้ ว่าทางเขาเองนั้นก็จะขอขอบคุณผู้สมัครสำหรับความอดทนในช่วงเวลาที่พวกเราทุกคนกำลังเผชิญกับวิกฤตด้านของสาธารณสุข ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนเช่นนี้ ในการสอบ CFA Program ครั้งแรก ที่ถูกจัดขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2506 และปัจจุบัน สถาบัน CFA Institute มีศูนย์การสอบใน193 เมือง ที่ครอบคลุมกว่า 95 ประเทศทั่วโลก ที่มีข้อมูล ณ วันที่ 12 มีนาคม 2563 ระบุว่า มีผู้สมัครกว่า 245,000 คนทั่วโลกที่ลงทะเบียนสอบในช่วงรอบเดือนมิถุนายน 2563 CR. UFABET

Read More

1MDB มหกรรมการโกงครั้งใหญ่ในประวัติศาสตร์

1MDB

1MDB สรุปมหากาพย์ ถ้าหากพูกถึงกองทุน ที่หน้าที่หลักของกองทุน ที่จะเป็นอะไรไปไม่ได้ นอกจากการแสวงการผลกำไรสูงสุด ภายใต้ความเสี่ยงที่ไม่เหมาะสม ไม่ว่าจะเป็นกองทุนรวมหรือกองทุนส่วนบุคคล หรือกองทุนอื่นๆ  แต่กองทุนยักษ์ใหญ่ ที่กลับ ไม่สามารถทำกำไรได้แม้แต่เพียงเปอร์เซนเดียว แต่กลับสร้างหนี้ ที่มีมูลค่ากว่าหมื่นล้านเหรียญ ผลที่เกิดการขาดทุนยิ่งกว่าขนาดของบริษัทที่จดทะเบียนในไทยบางแห่งอีกด้วยซ้ำ และที่น่าตกใจคือถ้ารู้ว่าการที่สูญเสียเงิน เหล่านี้ที่ไม่ได้ทำให้เกิดขึ้นเพราะผลการลงทุนตามปกติ แต่เกิดจากการฉ้อฉล บางอย่างที่ทำให้ ผู้ที่เกี่ยวข้อง ทั้งหลายสบายตัว ในขณะที่ปกติผู้ลงทุนนั้น กลับเสียหายและยังไม่สามารถตามจับได้อย่างจริงจัง กองทุนที่ไม่ใช่กองทุนรวมที่เราสามารถซื้อขายได้ตามปกติ และที่เรากำลังพูดถึงอยู่ คือกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติที่กำลังตกเป็นเป้าสายตาของคนทั่วโลกอยู่ในตอนนี้ คือ กองทุน 1MDB ที่เป็นกองทุนความมั่งคั่งของชาติมาเลเซีย หรือ Sovereign Wealth Fund ที่ก่อตั้งขึ้น ในปี 2009 ภายใต้ของการนำ โดย นาจิ ซารัค ที่เพิ่งก้าวเข้าสู่ตำแหน่งนายกรัฐมลตรี แบบเต็มตัวในตอนนั้น สำหรับจุดประสงค์ของกองทุนของความมั่งคั่งแห่งชาติ ก็คือ การนำไปลงทุนในสินทรัพย์ต่างๆ ทั่วโลก เพื่อทำให้กองทุนเกิดความมั่งคั่งเพิ่มขึ้น และแน่นอนกว่านั้น คือหมายถึงเงินของคนในชาติก็มากขึ้น ถ้าหากนึกภาพไม่ออก ก็จะเปรียบเหมือนกันกับ กองทุนเทมาเส็ก ของทางประเทศสิงคโปร์นั่นเอง ที่แม้ว่าจะขึ้นชื่อว่าเป็นกองทุนที่มั่งคั่งของชาติ แต่ดูเหมือนว่าจะทำอะไรผิดวัตถุประสงค์ไปหน่อย เพราะหลังจากการก่อตั้งกองทุนนั้น แทนที่จะได้กำไรแต่กลับเป็นว่าทางกองทุนนั้นเป็นหนี้กว่า 11,000 ล้านเหรียญ ที่ช่างต่างกันลิบลับกับกองทุนเทมาเส็ก ที่เป็นกองทุนของความมั่งคั่งแห่งชาติ ที่อย่างน้อยก็ทำกำไรให้กับชาติได้ 1.50% จากเงินกองทุนกว่า 3 แสนล้านเหรียญ CR. UFABET

Read More

BBGI พร้อมขายแอลกอฮอร์มาผลิตผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดใช้ทางการแพทย์

BBGI

BBGI หรือ บมจ.บีบีจีไอ โดยนาย พงษ์ชัย ชัยจิรวิวัฒน์ ประธานเจ้าหนี่บริหาร ได้ออกมาเปิดเผยว่า จากการที่ทางกระทรวงพลังงานและกรมสรรพสามิต ที่มีมติปลดล็อค เอทานอล สำหรับเพื่อการนำไปผลิตเจล-แอลกอฮอร์ ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด เพื่อใช้ในทางการแพทย์ ซึ่งเป็นมาตรการเร่งการป้องกับ เพื่อการยับยั้ง หรือชะลอการแพร่ระบาดของ เชื้อไวรัสCOVID-19 เพื่อให้มีปริมาณที่เพียงพอต่อการใช้งาน และสามารถบริการแกทางภาคประชาชนได้อย่างทั่วถึง ที่ทาง บีบีจีไอ ผู้ประกอบธุรกิจผลิตและจัดจำหน่ายเชื้อเพลิงชีวภาพ ที่สามารถผลิต เอทานอลในเกรดอุตสาหกรรมได้ และยังพร้อมที่จะจัดจำหน่ายให้แก่โรงงาน ของผู้ประกอบการที่มีความต้องการ ทั้งนี้ในกลุ่ม BBGI โรงงารการผลิตเอทานอล ซึ่งเป็นบริษัทที่ร่วมทุนระหว่าง บมจ. บางจาก คอร์ปอเรชั่น BCP และ บมจ.น้ำตาลขอนแก่น KSL ได้แก่ บริษัท บางจาก ไอโอเอทานอล (ฉะเชิงเทรา) จำกัด และ บมจ. เคเอสแอล กรีน อินโนเวชั่น ที่ได้ติดตั้งระบบผสม และการกระจายเอทานอล พร้อมทั้งการทดสอบประสิทธิภาพ ของระบบ และจะเริ่มมีการจัดจำหน่ายเมื่อวันที 17 มีนาคม 63 สำหรับการนำไปทำเจลล้างมือแอลกอฮอร์ หรือผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดและฆ่าเชื้อโรค ตามที่ทางกรมสรรพสามิต อนุญาตในช่วงระยะเวลา 6 เดือน หรือถึงช่วง วันที่ 30 กันยายน 63 และสำหรับส่วนของ ทางผู้ประกอบการที่มีความประสงค์ จะสั่งวื้อ ก็สามารถ เข้าไปดูถึงข้อกำหนด และขั้นตอนในการที่จะทำการสั่งซื้อผลิตภัณฑ์ ได้จากทางเว็บไซต์ของทาง บีบีจีไอ ที่เมื่อก่อนหน้านี้ ทาง บีบีจีไอ ได้มีการร่วมทุนกับทางกลุ่มบริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น BCP ที่ได้มีการส่งมอบสำหรับการทำเจลแอลกอฮอร์ สำหรับการทำความสะอาดมือ เป็นจำนวน 30,000 ขวด ในขนาด 50…

Read More

Black Monday วิกฤตเลวร้าย วันของประวัติศาสตร์ตลาดหุ้น

Black Monday

Black Monday เป็นวันที่ วิฤตเลวร้ายของประวัติศาสตร์ ของตลาดหุ้น เพียงแค่ตลาดหุ้นที่ร่วงเพียง 1-2% ที่หลายคนก็ว่ารุนแรงแล้ว แต่จะเกิดอะไรขึ้นถ้าอยู่ดีๆ ตลาดหุ้นก็ร่วงหนักที่เดียวไปถึง 20% ถ้าลองนึกภาพประวัติศาสตร์ ของตลาดหุ้นไทยจาก 1,500 จุด ที่ร่วงลงไปเหลือ 1,200 จุด ในบรรยากาศ ของวันนั้นที่ยังคง ไม่ต่างอะไรกับวันโลกวินาศ แต่นั่นก็คือสิ่งที่เกิดขึ้นกับ สหรัฐอเมริกาเมื่อวันจันทร์ ที่ 19 มิถุนายน 1987 เป็นวันที่ ดัชนี ดาวโจนส์ นั้นร่วงลงไปถึง 500 จุด หรือคิดเป็น การลดลงกว่า 22% เพียงระยะเวลา ในภายวันเดียว ซึ่งก็ถือว่า เป็นการลดลง ของดาวโจนส์ ที่คิดเป็นเปอร์เซ็น ที่สูงที่สุดในประวัติศาสตร์ ของตลาดหุ้น ที่เรียกว่า Black Monday หรือ วันจันทร์ทมิฬ ที่ปกติแล้ว ที่ทุกการร่วงลงของตลาดแบบรุนแรง นั้นจะต้องมีสาเหตุที่ ค่อนข้างเป็นเรื่องราวที่ค่อนร้ายแรง หรืออาจจะเกิดสงคราม ที่มีมาตราการณ์ของรัฐบางอย่าง หรือเกิดสถานะการณ์ความไม่สงบสุขทางการเมืองฯลฯ แต่ในกรณีนี้ ที่เกิดวันจันทร์ จันทร์ทมิฬ ที่ทำให้ความมั่งคั่งของ ชาวอเมริกัน นั้นหายไปกว่า 5 แสนล้านเหรียญ ที่สาเหตุของมันนั้น มาจากเรื่องที่ง่ายกว่านั้นมาก เพียงเรื่องที่เกิดจาก แรงขายที่มากกว่าแรงซื้อ แต่นั้นไม่ใช่คำตอบ แบบการใช้กำปั้นทุบดิน เพราะแรงขายที่ว่านั้น มันคือแรงขายแบบ มหาศาล ที่มาจากระบบการเทรดของคอมพิวเตอร์ ที่การคำนวณจากคอมพิวเตอร์นั่นไม่พลาดแน่นอน ถ้าคำส่วนใหญ่ก็คิดแบบนั้น แต่เราก็ไว้ใจในการคำนวณของคอมพิวเตอร์ ที่ให้คำนวณเส้นทางการบินจากโลกไปดวงจันทร์มากว่า ที่จะต้องมานั่งคำนวณเอาเอง ในนั่นก็ยังมีจุดอ่อนที่ยิ่งกว่านั้น สำหรับโลกที่มีการลงทุนตามปัจจัยต่างๆ มากนอกเหนือจากความเข้าใจของเรา เป็นอย่างมาก และนั้นก็จะทำให้ฟดอกาสพลาดของคอมพิวเตอร์ ก็ยิ่งสูงขึ้นไปอีก ที่ในยุคนั้น คอมพิสเตอร์มีความนิยมเป็นอย่างมาก ในสายธุรกิจ เกี่ยวกับเรื่องของการลงทุน การควบคุมความเสี่ยง…

Read More

London stock market ที่ปิดบวก 128.63 จุด รับ FED, ECB กระตุ้นรับ COVID-19

London stock market

London stock market หรือ ตลาดหุ้นลอน ที่ปิดปรับตัวเมื่อคืนนี้ ที่เนื่องจากนักลงทุนนั้นมีการขานรับ ในมาตราการกระตุ้นเศรษฐกิจของธนาคารกลางสหรัฐ FED และ ธนาคารกลางยุโรป ECB เพื่อเตรียมการเพื่อรับมือกับผลกระทบ เรื่องของการแพร่ระบาดของเชื้อไวรส COVID-19 โดยที่ตลาดต้องมีการฟื้นตัวขึ้นหลังจากที่ลงมาอย่างหนักหน่วง ในช่วงวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นช่วงที่มีการทรุดตัวลงอย่างรุนแรง ที่สุดนับตั้งแต่ เหตุการณ์ Black Monday ในปี พ.ศ. 2530 หรือ ปี ค.ศ. 1987 London stock market ที่ดัชนี FTSE 100 ของตลาดนั้นอยู่ที่ 5,366.11 จุด ที่เพิ่มขึ้นมา 128.63 จุด หรือ +2.46% แต่ก็ล่วงลงไปถึง 18% ในช่วงสัปดาห์นี้ ที่เป็นการดิ่งลงอย่างรุนแรงที่สุดในรอบหลายสัปดาห์ ที่นับตั้งแต่หลังจากจบวิกฤตการเงินโลก ในช่วงปี พ.ศ. 2551 โดยการปรับตัวลงมาของตลาด ที่มีการขานรับโดยหวังว่า ทางสหรัฐ และทางธรรมเนียบขาว นั้นจะสามารถตกลงกันได้ เกี่ยวกับเรื่องของมาตราการ การกระตุ้นเศรษฐกิจที่คาดว่าจะมีการประกาศในช่วงวันศุกร์ ที่ทางนักลงทุนยังได้รับแรงหนุนจากทาง ธนาคารกลางสหรัฐ FED ที่มีการประกาศอัดฉีก จำนวนเงินที่มีมุลค่ากว่า 1.5 ล้านล้านดอลลาร์ เข้าไปสู่ธนาคาเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ที่พร้อมกับการที่เพิ่มประเภทให้กับหลักทรัพย์ ในการซื้อพันธบัตรของ FED ที่นอกจากนี้ ทางนักลงทุนยังคาดว่าทางFED จะมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยในช่วงสัปดาห์หน้า โดย Fedwatch Tool ของทาง CME Group ที่มีการบ่งชี้ลุ่ดนี้ว่า ทางนักลงทุนมีการคาดการณ์กันไว้ว่าทาง FED จะปรับลงดอกเบี้ยลงถึง 1% ในวันที่ 18 มีนาคม 63 ที่ระดับ 1.00-1.25% ไปสู่ระดับ…

Read More

Last trading price การปรับเกณฑ์ขายชอร์ตชั่ว ของ SET

Last trading price

Last trading price ในเรื่องของการได้ปรับปรุงเกณฑ์ การขายชอร์ต เพื่อการขายชั่วคราว ที่จากเดิม ที่กำหนด ให้สมาชิก ที่จะขยายชอร์ตเพื่อใช้เป็นการชั่วคราว ที่จากเดิมที่กำหนด ให้เฉพาะในราคาที่ไม่ต่ำกว่าราคาซื้อขายครั้งสุดท้าย จะขายชอร์ตได้เฉพาะในราคาที่สูงกว่าที่มีการซื้อขายครั้งสุดท้าย Last trading price ราคาที่สูงกว่าการซื้อขายครั้งสุดท้าย โดย นายภากร ปีตธวัชชัย กรรมการและผู้จัดการ ตลาหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) หรือ The stock Exchange of Thailand ( The Securities Exchange of Thailand ) ,SET ได้กล่าวไว้ ซึ่งก็ ยังเชื่อว่าจะมีส่วนที่จะช่วยให้เสริมสร้างความมั่นใจในการลงทุนให้แก่นักลงทุน ในภาพรวม ที่เนื่องมาจากการได้รับฟังความคิดเห็น จากทางบริษัทสมาชิก และการได้รับการอนุมัติ  จากทางคณะกรรมการ ของคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์ และตลาดหลักทรัพย์ แวจะมีผลการใช้งานบังคับเป็นผลชั่วคราว  ที่เริ่มตั้งแต่การซื้อขาย ในช่วงบ่ายของวันที่ 13 มีนาคม 63 เป็นต้นไป และไม่เกินวันที่ 30 มิถุนายน 63 โดยที่อาจจะเลิก ใช้ได้ก่อนกำหนดถ้าหากกทางตลาดหุ้นไทยนั้นกลับเข้าสู่สภาพวะปกติ และเข้าสู่ช่วงที่มีสเถียรภาพมากขึ้น หลังจากที่ทางตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้ปรับเกณฑ์ การขายชอร์ต ในราคาที่สูงกว่าราคาการซื้อขายสุท้ายของชั่วคราวแล้ว ยังมีการคาดการณ์ว่าจะช่วยลดหารผันผวน ให้กับตลาดหุ้นไทยได้หลังจากในช่วง ที่ผ่านมานั้นทางตลาดหุ้นไทย ได้มีความผันผวนค่อนข้างสูง และดัชนี ที่ปรับลดลงแรงโดยเฉพาะในช่วง 2-3 วันนี้ โดยที่มีมาตราการของชุดแรกเพื่อ เป็นการช่วยลดในเรื่องของความผันผวนทางตลาดหุ้นไทย แต่อย่างไรก็ตาม ที่ถ้าหากใช้มาตรการในชุดแรก ที่ออกมาแล้วยังไม่สามารถปรับลดความเสี่ยงของความผันผวน ของตลาดหุ้นไทยได้ ทาง SET ก็จะมีการพิจารณาถึงมาตรการอื่นๆ ให้เข้าใช่วยเสริม เพื่อทำให้ทางตลาดหุ้นไทย นั้นได้ลดความผันผวนลดลง เช่น การเพิ่มสภาพคล่อง และในส่วนของบริษัทที่มีการจดทะเบียนจะมีการให้การสนับสนุน ให้กับบริษัทที่ได้จดทะเบียน การซื้อหุ้นคืน…

Read More

Prinsipal SIF ส่องแนวโน้มลงทุนปี 2563 เตรียมรับราคาสินทรัพย์ผันผวนสูง

Prinsipal SIF

Prinsipal SIF หรือ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน พรินซิเพิล จำกัด (บริษัทจัดการ)ที่มองหาการลงทุน ในปี 2563 ที่ราคาสินทรัพย์ ที่มีโอกาส ความผันผวนสูงมากขึ้น จึงแนะนำกองทุน พรินซิเพิล สตราทิจิค อินคัม ฟันด์ หรือ Prinsiple Strategic income fund ที่มีจุดเด่น ในเรื่องของการลงทุนในสารตราหนี้คุณภาพและสินทรัพย์ ทางเลือก เช่น Property Fund , RIETs ในส่วนเรื่องของการปรับสัดส่วนของการลงทุนแบบ Rebalancing Model เพื่อการควบคุม ในเรื่องของความเสี่ยง ให้อยู่ที่ระดับของความเหมาะสม กับอัตราในส่วนของผลตอบแทน ในช่วงปีที่ผ่านมานั้นอยู่ที่ 11.58% และนับตั้งแต่การจัดตั้งกองทุน ในวันที่ 19 พฤษภาคม 2559- 31 มกราคม 2563 นั้นให้อยู่ในอัตราส่วนของการตอบแทนเฉลี่ย 6.38% ต่อปี พร้อมกับที่ได้รับการจัดอันดับ 5 ดาวจาก Morming Star (ประเทศไทย) Prinsipal SIF ที่เป็นบริษัทการจัดการ โดย นาย จุมพล สายมาลา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ที่เป็นบริษัทหลักทรัพย์ จัดการกองทุน พรินซิเพิล จำกัด ได้มีการเปิดเผยว่า ในการลงทุนในปี 2563 ที่มีปัยจัยที่ต้องติดตาม คือเรื่องของความผันผวน ของราคาสินทรัพย์ ที่มีแนวโน้มของความผัน เพิ่มขึ้น จากปัจจัยในเชิงลบ เช่น ในเรื่องของความไม่แน่นอน จากสภาวะของสงความทางการค้า ที่มีการแยกตัวของ สหราชอาณาจักร ออกจากสหภาพ ยุโรป ที่มีการเลือกตั้ง ประธานาธิบดี สหรัฐอเมริกา ที่รวมถึงเรื่องของปัจจัยการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส โควิด-19 ที่มีการคาดการณ์ไว้ว่า…

Read More