ภาวะของนิวยอร์ก : ดาวโจนส์ปิดลบ 159.42 จุด นลท.ขายหุ้นเทคโนโลยี

ภาวะของนิวยอร์ก

ภาวะของนิวยอร์ก ของดัชนีดาวโจนส์ตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก ที่ปิดปรับตัวลงต่อในวันศุกร์ (4 เดือนกันยายน) เนื่องมาจากนักลงทุนยังคงเทขายหุ้นในกลุ่มเทคโนโลยีขนาดใหญ่ออกมา ท่ามกลางความวิตกเกี่ยวกับราคาหุ้นที่สูงเกินความจำเป็น รวมทั้งการฟื้นฟูสภาพทางด้านเศรษฐกิจที่เป็นไปอย่างอ่อนแอ แม้กระนั้นดัชนีตลาดหุ้นลดตอนติดลบลงได้เล็กน้อยก่อนปิดตลาด ภาวะของนิวยอร์ก ในขณะที่การค้าขายยังคงเป็นไปอย่างแปรผัน ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 28,133.31 จุด ลดน้อยลง 159.42 จุด หรือ -0.56%, ดรรชนี S&P500 ปิดที่ 3,426.96 จุด ต่ำลง 28.10 จุด หรือ -0.81% และก็ในส่วนของดัชนี Nasdaq ปิดที่ 11,313.13 จุด ลดน้อยลง 144.97 จุด หรือ -1.27% ในรอบอาทิตย์ก่อนหน้านี้ ดัชนีดาวโจนส์ตก 1.82%, ดัชนี S&P500 ตก 2.31% ข้างหลังปรับนิสัยขึ้น 5 อาทิตย์ต่อเนื่องกัน และก็ดัชนี Nasdaq ตกลง 3.27% โดยหล่นลง 2 วันต่อเนื่องกันร้ายแรงที่สุดตั้งแต่แมื่อวันที่ 17 มี.ค. หุ้นของบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ เช่น อัลฟาเบท, แอมะชอนดอทคอม รวมทั้งเฟซบุ๊ก ลดตอนติดลบเมื่อปิดตลาด แม้กระนั้นก็ยังตกลงมากกว่า 2% ส่วนหุ้นเน็ตฟลิกซ์รวมทั้งไมโครซอฟท์ต่ำลง 1.8% รวมทั้ง 1.4% เป็นลำดับ ช่วงเวลาที่หุ้นแอปเปิลฟื้นปิดบวกบางส่วน หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีของดัชนี S&P500 ปรับพฤติกรรมลงอีก 1.34% ข้างหลังตกลง 5.83% ในวันพฤหัสบดี นักวิเคราะห์รายหนึ่งบอกว่า ตลาดปรับพฤติกรรมลงสม่ำเสมอจากวันพฤหัสบดี โดยเป็นการปรับฐานลงอย่างเร็วและก็ร้ายแรง แต่ว่าการที่ตลาดเริ่มมีเสถียรภาพในวันศุกร์นี้นั้น บางทีอาจนับว่าเป็นคำสัญญานที่ดี ตลาดถูกบีบคั้นจากแรงขายทำเงินท่ามกลางความวิตกของนักลงทุนเกี่ยวกับราคาหุ้นในดรรชนี Nasdaq ที่ปรับนิสัยขึ้นเร่าร้อนเหลือเกิน ดัชนี Nasdaq ฟื้นมากยิ่งขึ้นถึง…

Read More

EGCO กับราคาหุ้นที่ปรับลงอย่างน่าสนใจ โบรกแนะนำซื้อ

EGCO หุ้นที่น่าสนใจที่สุดในช่วงนี้ ที่เหล่าบรรดาโบรกเกอร์แนะนำว่าควรซื้อ โดนเนื่องมาจากราคาหุ้น ที่ปรับตัวลงอย่างมากพอสมควร ที่สวนทางกับทางด้านปัจจับพื้นฐาน และสถานะทาการเงิน ที่ยังคงมีควาแข็งแกร่งอยู่ ในกระแสทางด้านการเงินที่มีความพร้อม สำหรับการรองรับตลาด  ทั้งในด้านกระแสเงินสดมีความพร้อมรองรับกับแผนการลงทุน และการรับรู้ส่วนแบ่งกำไรจากโรงไฟฟ้าใหม่ ๆ เพิ่มเติมอย่างต่อเนื่อง อาทิ การรับรู้ส่วนแบ่งกำไรจากโครงการ Paju ของทางเกาหลีใต้ โครงการโรงไฟฟ้าไซยะบุรี ในส่วนสปป.ลาว ที่เริ่มจ่ายไฟฟ้า เข้าในระบบเชิงพาณิชย์ (COD) ในช่วงของไตรมาส 4/62 อย่างไรก็ดี มองว่าแม้ EGCO  จะเป็นหุ้นที่มีอัตราผลตอบแทนต่ำกว่าหุ้นโรงไฟฟ้าอื่น ๆ ในกลุ่ม แต่ยังมีศักยภาพการเติบโตอีกมาก ขณะที่ราคาปัจจุบันยังต่ำกว่าราคาเป้าหมายทำให้มีความน่าสนใจลงทุน ช่วงบ่ายหุ้นอยู่ที่ 221 บาท เพิ่มขึ้น 20 บาท หรือ 9.95% ขณะที่ดัชนี ของหุ้นไทยปรับขึ้น 6.90% โดย นายเบญจพล สุทธิ์วนิช ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บล.เอเชีย เวลท์ ได้มีการเปิดเผยว่า เรื่อง ราคาหุ้นที่ปรับตัวลดลงมาอยู่ในระดับที่น่าสนใจ ซึ่งในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมาปรับตัวลดลงมาราว 30% ถือว่าลดลงกว่าปัจจัยพื้นฐานไปมากโดยที่เป็นหุ้นที่ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจและการแพร่ระบาดของโควิด-19 ไม่มากนัก เนื่องจากพอร์ตโรงไฟฟ้าส่วนใหญ่เป็นโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ (IPP) มีสัญญาซื้อขายไฟฟ้าระยะยาว และจะได้รับค่าความพร้อมจ่ายตามสัญญา หากโรงไฟฟ้ามีความพร้อมจ่ายตลอดเวลาแม้อาจไม่ได้ถูกเรียกให้จ่ายไฟฟ้าก็ตาม ทำให้การขายไฟฟ้าสามารถรับรู้เป็นรายได้อย่างต่อเนื่อง แม้อัตราการใช้ไฟฟ้าจะลดลง อย่างไรก็ดี มองว่าแม้ เป็นหุ้นที่ให้อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล (Dividend Yeild) สูงไม่เท่าหุ้นอื่น ๆ ในกลุ่มโรงไฟฟ้า แต่มีกระแสเงินสดพร้อมสำหรับการลงทุนค่อนข้างมาก โดยสิ้นปี 62 มีเงินสดในมือกว่า 2 หมื่นล้านบาท และปีนี้มีแผนลงทุนในโครงการต่าง ๆ จำนวนมาก ทำให้มีศักยภาพในการเติบโตสูง สำหรับผลประกอบการรวมของ ในช่วงปีนี้คาดว่าจะทรงตัวจากปีก่อนที่ระดับราว 1.3 หมื่นล้านบาท โดยคาดว่าจะเห็นกำไรจากการดำเนินงานปกติไตรมาส 1/63 กลับมาฟื้นตัวตามฤดูกาล จากกลุ่มโรงไฟฟ้า IPP รวมทั้งกำไรจากโครงการ Paju ที่เพิ่มขึ้นและรับรู้ได้เต็มไตรมาส รวมถึงการรับรู้กำไรของโครงการไซยะบุรี ที่ถือหุ้น 12.5% เริ่มผลิตไฟฟ้ามาตั้งแต่ 29 ต.ค.62 จะรับรู้กำไรเข้ามาเต็มไตรมาสเช่นกัน ด้าน บล.ทิสโก้ ระบุในบทวิเคราะห์ว่า ปรับคำแนะนำของ ขึ้นจาก”ขาย”เป็น”ซื้อ”โดยมีมูลค่าที่เหมาะสม 306 บาทหลังมูลค่าหุ้นกลับมาน่าสนใจอีกครั้ง แม้ว่าจะปรับประมาณการผลการดำเนินงานลง 14-18% สำหรับปี 63-64 สะท้อนยอดขายไฟฟ้าให้กลุ่มนิคมอุตสาหกรรมและยอดขายไฟฟ้าในต่างประเทศลดลง ตลอดจนค่าไฟลดลงและต้นทุนพลังงานใหม่เพิ่มขึ้น นอกจากนี้ได้รวมผลของการซื้อกิจการที่ไต้หวันไว้แล้ว แต่ก็มีสัดส่วนรายได้จากการขายไฟฟ้าให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ตามสัญญาสูงถึง 61% ก็จะเข้ามาช่วยผลการดำเนินงาน แม้มีความเสี่ยงเชิงลบจากกลุ่มลูกค้าอุตสาหกรรมที่คิดเป็นสัดส่วนราว 7% สำหรับรายได้ปี63 ด้านยอดขายไฟฟ้าให้กับต่างประเทศยังคงที่ตามสัญญาการขายไฟฟ้า ที่ไม่รวมโรงไฟฟ้า Paju และธุรกิจ LNG ที่เกาหลีใต้ ทิสโก้ มองว่าตลาดกังวลการดำเนินงานของโรงไฟฟ้าที่ Paju มากเกินไป ในช่วงที่มีการระบาดของไวรัสโควิด-19 ทั้งที่การใช้ไฟฟ้าของเกาหลีใต้เพิ่มขึ้น 8% ในเดือน ก.พ.63 และยังได้ประโยชน์จากการผลิตของโรงไฟฟ้าถ่านหินที่ลดลง อย่างไรก็ตามปรับประมาณการรายได้ของโครงการนี้ลง 14% เนื่องจากเป็นการขายไฟฟ้าผ่านระบบกลางทำให้มีความเสี่ยงจากอุปสงค์ของไฟฟ้ากระทบราคาและปริมาณการขาย ทั้งนี้ ซื้อขายที่ P/E 11 เท่า คิดเป็นส่วนลด 56% และ 11% จากกลุ่มโรงไฟฟ้าภายในประเทศและภูมิภาค และคาดอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลที่ 3.5% สูงกว่ากลุ่มที่ 2.6% โดยใช้ DCF ในการประเมินมูลค่าที่เหมาะสมที่ 306 บาททำให้ราคาปัจจุบันมีความน่าสนใจ ด้านบทวิเคราะห์ บล.แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ ระบุว่า มูลค่าหุ้นของกลับมาน่าสนใจอีกครั้งจากราคาหุ้นลดลงแล้ว 32% จากจุดสูงสุดในรอบ 5 เดือนที่ผ่านมา ด้วย P/E ปี 63 ที่ 12.8 เท่า และ P/B 1.19 เท่า ซึ่งถูกกว่าหุ้นโรงไฟฟ้าใหญ่อื่น แม้โครงการในมือจะไม่ได้สร้างการเติบโตที่โดดเด่นนัก แต่มองว่าด้วยฐานะการเงินและพันธมิตรที่แข็งแกร่งจะช่วยสร้างการเติบโตสูงได้ในอนาคต และด้วยพอร์ตที่กระจายตัวทั้งโรงไฟฟ้าหลายประเภท และในหลายประเทศ จะช่วยลดความเสี่ยงต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นได้ ขณะเดียวกัน ที่ตั้งเป้าหมายลงทุนสูงถึง 3 หมื่นล้านบาทในปีนี้ ด้วยฐานะการเงินที่แข็งแกร่ง และสูงต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 ทั้งสำหรับโครงการที่อยู่ระหว่างก่อสร้าง และการทำ M&A โดยโครงการที่เปิดเผยแล้ว ได้แก่ การรุกเข้าสู่ธุรกิจนิคมอุตสาหกรรม โดยใช้พื้นที่โรงไฟฟ้าเก่า จ.ระยอง ขนาด 600 ไร่ พัฒนาเป็น Smart Industrial Estate ปัจจุบันอยู่ระหว่างจัดทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ซึ่งโครงการนี้จะมีความสามารถในการแข่งขันสูงจากต้นทุนการถือครองที่ดินต่ำกว่าคู่แข่ง GCO กับราคาหุ้นที่ปรับลงอย่างน่าสนใจ โบรกแนะนำซื้อ  EGCO หุ้นที่น่าสนใจที่สุดในช่วงนี้ ที่เหล่าบรรดาโบรกเกอร์แนะนำว่าควรซื้อ โดนเนื่องมาจากราคาหุ้น ที่ปรับตัวลงอย่างมากพอสมควร ที่สวนทางกับทางด้านปัจจับพื้นฐาน และสถานะทาการเงิน ที่ยังคงมีควาแข็งแกร่งอยู่ ในกระแสทางด้านการเงินที่มีความพร้อม สำหรับการรองรับตลาด  ทั้งในด้านกระแสเงินสดมีความพร้อมรองรับกับแผนการลงทุน และการรับรู้ส่วนแบ่งกำไรจากโรงไฟฟ้าใหม่ ๆ เพิ่มเติมอย่างต่อเนื่อง อาทิ การรับรู้ส่วนแบ่งกำไรจากโครงการ Paju ของทางเกาหลีใต้ โครงการโรงไฟฟ้าไซยะบุรี ในส่วนสปป.ลาว ที่เริ่มจ่ายไฟฟ้า เข้าในระบบเชิงพาณิชย์ (COD) ในช่วงของไตรมาส 4/62 อย่างไรก็ดี มองว่าแม้ EGCO  จะเป็นหุ้นที่มีอัตราผลตอบแทนต่ำกว่าหุ้นโรงไฟฟ้าอื่น ๆ ในกลุ่ม แต่ยังมีศักยภาพการเติบโตอีกมาก ขณะที่ราคาปัจจุบันยังต่ำกว่าราคาเป้าหมายทำให้มีความน่าสนใจลงทุน ช่วงบ่ายหุ้นอยู่ที่ 221 บาท เพิ่มขึ้น 20 บาท หรือ 9.95% ขณะที่ดัชนี ของหุ้นไทยปรับขึ้น 6.90% โดย นายเบญจพล สุทธิ์วนิช ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บล.เอเชีย เวลท์ ได้มีการเปิดเผยว่า เรื่อง ราคาหุ้นที่ปรับตัวลดลงมาอยู่ในระดับที่น่าสนใจ ซึ่งในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมาปรับตัวลดลงมาราว 30% ถือว่าลดลงกว่าปัจจัยพื้นฐานไปมากโดยที่เป็นหุ้นที่ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจและการแพร่ระบาดของโควิด-19 ไม่มากนัก เนื่องจากพอร์ตโรงไฟฟ้าส่วนใหญ่เป็นโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ (IPP) มีสัญญาซื้อขายไฟฟ้าระยะยาว และจะได้รับค่าความพร้อมจ่ายตามสัญญา หากโรงไฟฟ้ามีความพร้อมจ่ายตลอดเวลาแม้อาจไม่ได้ถูกเรียกให้จ่ายไฟฟ้าก็ตาม ทำให้การขายไฟฟ้าสามารถรับรู้เป็นรายได้อย่างต่อเนื่อง แม้อัตราการใช้ไฟฟ้าจะลดลง อย่างไรก็ดี มองว่าแม้ เป็นหุ้นที่ให้อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล (Dividend Yeild) สูงไม่เท่าหุ้นอื่น ๆ ในกลุ่มโรงไฟฟ้า แต่มีกระแสเงินสดพร้อมสำหรับการลงทุนค่อนข้างมาก โดยสิ้นปี 62 มีเงินสดในมือกว่า 2 หมื่นล้านบาท และปีนี้มีแผนลงทุนในโครงการต่าง ๆ จำนวนมาก ทำให้มีศักยภาพในการเติบโตสูง สำหรับผลประกอบการรวมของ ในช่วงปีนี้คาดว่าจะทรงตัวจากปีก่อนที่ระดับราว 1.3 หมื่นล้านบาท โดยคาดว่าจะเห็นกำไรจากการดำเนินงานปกติไตรมาส 1/63 กลับมาฟื้นตัวตามฤดูกาล จากกลุ่มโรงไฟฟ้า IPP รวมทั้งกำไรจากโครงการ Paju ที่เพิ่มขึ้นและรับรู้ได้เต็มไตรมาส รวมถึงการรับรู้กำไรของโครงการไซยะบุรี ที่ถือหุ้น 12.5% เริ่มผลิตไฟฟ้ามาตั้งแต่ 29 ต.ค.62 จะรับรู้กำไรเข้ามาเต็มไตรมาสเช่นกัน ด้าน บล.ทิสโก้ ระบุในบทวิเคราะห์ว่า ปรับคำแนะนำของ ขึ้นจาก”ขาย”เป็น”ซื้อ”โดยมีมูลค่าที่เหมาะสม 306 บาทหลังมูลค่าหุ้นกลับมาน่าสนใจอีกครั้ง แม้ว่าจะปรับประมาณการผลการดำเนินงานลง 14-18% สำหรับปี 63-64 สะท้อนยอดขายไฟฟ้าให้กลุ่มนิคมอุตสาหกรรมและยอดขายไฟฟ้าในต่างประเทศลดลง ตลอดจนค่าไฟลดลงและต้นทุนพลังงานใหม่เพิ่มขึ้น นอกจากนี้ได้รวมผลของการซื้อกิจการที่ไต้หวันไว้แล้ว แต่ก็มีสัดส่วนรายได้จากการขายไฟฟ้าให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ตามสัญญาสูงถึง 61% ก็จะเข้ามาช่วยผลการดำเนินงาน แม้มีความเสี่ยงเชิงลบจากกลุ่มลูกค้าอุตสาหกรรมที่คิดเป็นสัดส่วนราว 7% สำหรับรายได้ปี63 ด้านยอดขายไฟฟ้าให้กับต่างประเทศยังคงที่ตามสัญญาการขายไฟฟ้า ที่ไม่รวมโรงไฟฟ้า Paju และธุรกิจ LNG ที่เกาหลีใต้ ทิสโก้ มองว่าตลาดกังวลการดำเนินงานของโรงไฟฟ้าที่ Paju มากเกินไป ในช่วงที่มีการระบาดของไวรัสโควิด-19 ทั้งที่การใช้ไฟฟ้าของเกาหลีใต้เพิ่มขึ้น 8% ในเดือน ก.พ.63 และยังได้ประโยชน์จากการผลิตของโรงไฟฟ้าถ่านหินที่ลดลง อย่างไรก็ตามปรับประมาณการรายได้ของโครงการนี้ลง 14% เนื่องจากเป็นการขายไฟฟ้าผ่านระบบกลางทำให้มีความเสี่ยงจากอุปสงค์ของไฟฟ้ากระทบราคาและปริมาณการขาย ทั้งนี้ ซื้อขายที่ P/E 11 เท่า คิดเป็นส่วนลด 56% และ 11% จากกลุ่มโรงไฟฟ้าภายในประเทศและภูมิภาค และคาดอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลที่ 3.5% สูงกว่ากลุ่มที่ 2.6% โดยใช้ DCF ในการประเมินมูลค่าที่เหมาะสมที่ 306 บาททำให้ราคาปัจจุบันมีความน่าสนใจ ด้านบทวิเคราะห์ บล.แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ ระบุว่า มูลค่าหุ้นของกลับมาน่าสนใจอีกครั้งจากราคาหุ้นลดลงแล้ว 32% จากจุดสูงสุดในรอบ 5 เดือนที่ผ่านมา ด้วย P/E ปี 63 ที่ 12.8 เท่า และ P/B 1.19 เท่า ซึ่งถูกกว่าหุ้นโรงไฟฟ้าใหญ่อื่น แม้โครงการในมือจะไม่ได้สร้างการเติบโตที่โดดเด่นนัก แต่มองว่าด้วยฐานะการเงินและพันธมิตรที่แข็งแกร่งจะช่วยสร้างการเติบโตสูงได้ในอนาคต และด้วยพอร์ตที่กระจายตัวทั้งโรงไฟฟ้าหลายประเภท และในหลายประเทศ จะช่วยลดความเสี่ยงต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นได้ ขณะเดียวกัน ที่ตั้งเป้าหมายลงทุนสูงถึง 3 หมื่นล้านบาทในปีนี้ ด้วยฐานะการเงินที่แข็งแกร่ง และสูงต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 ทั้งสำหรับโครงการที่อยู่ระหว่างก่อสร้าง และการทำ M&A โดยโครงการที่เปิดเผยแล้ว ได้แก่ การรุกเข้าสู่ธุรกิจนิคมอุตสาหกรรม โดยใช้พื้นที่โรงไฟฟ้าเก่า จ.ระยอง ขนาด 600 ไร่ พัฒนาเป็น Smart Industrial Estate ปัจจุบันอยู่ระหว่างจัดทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ซึ่งโครงการนี้จะมีความสามารถในการแข่งขันสูงจากต้นทุนการถือครองที่ดินต่ำกว่าคู่แข่ง Cr.UFABET

Read More

CFA Institute มีประกาศเลื่อน การสอบรอบเดือนมิถุนายน

CFA Institute ที่เป็นสมาคมของผู้ประกอบวิชาชีพการเงิน และการลงทุนระดับสากล ได้มีการประกาศว่า เนื่องจากวิกฤตสาธารณะสุขทั่วโลก ที่มาจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสสายพันธุ์ใหม่ หรือโควิด-19 ทางสถาบันจึงตัดสินใจเลื่อนการสอบ CFA Program ทั่วโลก จากกำหนดการเดิม ในช่วงเดือนมิถุนายน 2563 CEO ของ CFA Institute มาร์กาเร็ต แฟรงคลิน ประธานบริษัท ได้กล่าวว่า มันเป็นเรื่องที่ไม่อาจปฏิเสธว่า การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ นั้นส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อครอบครัว ชุมชน ธุรกิจ ตลาดการเงิน และเศรษฐกิจโลก ที่เนื่องจากการแพร่ระบาดยังคงทวีความรุนแรงอย่างต่อเนื่อง และยังไม่แน่นอนว่าจะทุเลาลงเมื่อใด จึงได้มีการตัดสินใจดังกล่าวนี้ด้วยหัวใจที่หนักอึ้ง และวิตกกังวล เพราะว่าแม้จะเสียใจ แต่ก็ทราบดีถึงความจำเป็นเพื่อประโยชน์สูงสุดของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหมด โดยที่ผู้สมัครที่ลงทะเบียนสอบรอบ เดือนมิถุนายนจะถูกโอนไปสอบในรอบใดรอบหนึ่งของการสอบอีกสองรอบ ที่กำลังทำงานอย่างใกล้ชิดกับพันธมิตรทั่วโลก เพื่อกำหนดว่าการจัดสอบอีกสองรอบจะเกิดขึ้นเมื่อไร ซึ่งมีโอกาสที่การสอบทุกระดับอาจเกิดขึ้นในเดือนธันวาคม 2563 เป็นอย่างเร็วที่สุด และจะมีการอนุญาตให้ผู้สมัครสามารถเลือกวันสอบได้ตามที่ต้องการ ที่มีผู้สมัครหลายแสนคนทั่วโลก และทราบดีว่าพวกเขาทุ่มเทเวลาเพื่อเตรียมตัวสอบในเดือนมิถุนายนมากแค่ไหน ที่แฟรงคลิน ได้กล่าวไว้ ว่าทางเขาเองนั้นก็จะขอขอบคุณผู้สมัครสำหรับความอดทนในช่วงเวลาที่พวกเราทุกคนกำลังเผชิญกับวิกฤตด้านของสาธารณสุข ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนเช่นนี้ ในการสอบ CFA Program ครั้งแรก ที่ถูกจัดขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2506 และปัจจุบัน สถาบัน CFA Institute มีศูนย์การสอบใน193 เมือง ที่ครอบคลุมกว่า 95 ประเทศทั่วโลก ที่มีข้อมูล ณ วันที่ 12 มีนาคม 2563 ระบุว่า มีผู้สมัครกว่า 245,000 คนทั่วโลกที่ลงทะเบียนสอบในช่วงรอบเดือนมิถุนายน 2563 CR. UFABET

Read More

TOP company คาดว่าโครงการ CFP ขยายกำลังการกลั่นเสร็จปี 66

TOP company

TOP company หรือ บมจ. ไทยออยล์ โดยนาย วิรัตน์ เอื้อนฤมิต ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ ได้มีการเปิดดเผยว่า โครงการพลังงานสะอาด หรือ CFP ที่มีมูลค่าของการลงทุน 4.8 พันล้านเหรียญ สหรัฐ ซึ่งเป็นเป็นการปรับปรุงและขยายกำลังของการผลิตให้มีประสิทธิภาพ ของการกลั่นน้ำมันดิบมากยิ่งขึ้น จากเดิม 2.75 แสนบาเรลต่อวัน ให้เป็น 4 แสนบาร์เรลต่อวัน ที่จะแล้วเสร็จในช่วง ไตรมาส 1/66 ที่คาดว่าจะสร้างกำไรขั้นต้นของกลุ่ม GIM ที่ไม่รวมผลกระทบจากสต๊อกน้ำมันเพิ่มขึ้น 4 เหรียญ/บาร์เรล ในขณะที่ต้องมีกำไรก่อนดอกเบี้ยจ่าย ภาษี  ค่าเสื่อม และค่าตัดจำหน่าย EBITDA ที่เพิ่มขึ้นประมาณ 1,200 ล้านเหรียญสหรัฐฯ/ปี TOP company ได้กล่าว วันที่ 5 มีนาคม 63 ทางบริษัทจัดพิธี วางศิลาฤกษ์ อาคารการควบคุมกระบวนการผลิตหลัก ในโครงการ CFP ที่ในปัจจุบันมีความคืบหน้าแล้วราว 31% และอยู่ในระหว่างของการออกแบบทางวิศวกรรมโดยละเอียด รวมถึงการปรับปรุงพื้นที่และการวางรากฐาน เพื่อการรับงานติดตั้งโครงสร้าง เครื่องจักรและอุปกรณ์ โดยโครงการ CFP จะทำให้กำลังการกลั่นน้ำมันเพิ่มขึ้น 45% และช่วยเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ โดยเฉพาะการต่อยอดธุรกิจปิโตรเคมีสายอะโรเมติกส์ หรือโอเลฟินส์ รวมถึงลดต้นทุนการกลั่นน้ำมันจากการเลือกใช้น้ำมันดิบชนิดหนัก (heavy crude) ซึ่งมีราคาต่ำได้ในสัดส่วน 45-50% จากปัจจุบันที่ใช้น้ำมันดิบชนิดเบาที่มีราคาสูงเกือบทั้งหมด โดยที่นายวิรัตน์ กล่าวอีกว่า การลงทุนโครงการ CFP จะใช้เงินมากสุดในปีนี้ที่ราว 2 พันล้านเหรียญสหรัฐ จากปีที่แล้วใช้ไปประมาณ 800 ล้านเหรียญสหรัฐ ขณะที่สถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ในปัจจุบันยังไม่ได้ส่งผลกระทบต่องานก่อสร้างโครงการมากนัก โดยเฉพาะในส่วนการนำเข้าอุปกรณ์ต่าง ๆ เพื่อใช้ในงานก่อสร้างที่ส่วนใหญ่จะมาจากไทย จีน และฟิลิปปินส์ ซึ่งขณะนี้ซัพพลายเออร์ยังยืนยันส่งของตามกำหนดที่ส่วนใหญ่อยู่ในช่วงครึ่งหลังปีนี้…

Read More

Kantar เผยคนเอเชียห่วงสุขภาพทางการเงินมากกว่าทางกาย ช่วง Covid-19

Kantar

Kantar (กันตาร์) บริษัทที่ปรึกษาและการจัดเก็บข้อมูลเชิงลึก ชั้นนำระดับโลก เผยว่าคนเอเชียกว่า 60% กังวลเกี่ยวกับผลกระทบของไวรัส Covid-19 ที่มีต่อความมั่นคงของเรื่องปัญหาทางการเงินของตนเอง ที่คนเอเชีย ในส่วน 48% ที่ “กังวลอย่างยิ่ง” เรื่องที่เกี่ยวกับผลกระทบของไวรัส Covid-19 ขณะที่ผู้บริโภคในเอเชียหันไปซื้อของ ออนไลน์ซะเป็นส่วนใหญ่ เพื่อเป็นการหลีกเลี่ยงการเดินทาง การสัมผัส ที่เป็นการลดความเสี่ยงของการติดเชื้อไวรัสได้ดีที่สุด ที่ Kantar กล่าวต่อว่า ที่ในขณะที่ ทางด้านตลาดการเงินทั่วโลดที่ดิ่งลงหนักที่สุดตั้งแต่เกิดวิกฤตทางการเงินมา ที่คนเอเชีย 60% นั้นรู้สึกได้ว่า เรื่องที่กังวลเกี่ยวกับความมั่นคงทางเรื่องการเงิน ที่รองลงมา 46% ที่กังวลเรื่องเกี่ยวกับการแพร่ระบาดของไวรัส Covid-19 และความกลัวว่าจะติดเชื้อไวรัสสูงสุดในญี่ปุ่น กว่า 68% ในขณะที่คนเอเชียกว่า หนึ่งในสาม หรือ 34 % ก็กลัวที่จะติดเชื้อไวรัส ก็อาจจะฉุดให้เศรษฐกิจเข้าสู่ภาวะถดถอย โดยที่ชาวเกาหลีกังวลมากที่สุดของเรื่องทางสุขภาพทางการเงินกว่า 77% และ 61% ก็กังวลเกี่ยวกับเรื่องของการตกงาน ที่ผู้บริโภคชาวเอเชียเกือบครึ่งหนึ่ง กว่า 48% ที่มีความกังวลอย่างยิ่ง  เกี่ยวกับผลกระทบของไวรัส ในชีวิตประจำวัน  และประชาชนที่อาศัยอยู่ในกลุ่มที่ประเทศที่มีจำนวนผู้ติดเชื้อไวรัสมากที่สุดย่อมรู้สึกว่าชีวิตได้รับผลกระทบ โดยที่ชาวเกาหลี 75% และชาวญี่ปุ่น 60% ที่มีความกังวลและรู้สึกว่าชีวิมีผลกระทบ ด้านความไว้วางใจที่รัฐบาลจะรับมือกับวิกฤตนี้ได้อย่างไร ที่ในทางตรงกันข้ามที่สิงคโปร์ มีความกังวลเพียง 33% และอีก 78% ไว้วางใจกับวิธีที่รัฐบาลในรับมือกับวิกฤต กับการศึกษาในครั้งนี้ ที่ใช้ข้อมูลได้นอกจากการสำรวจความคิดเห็นของผู้ที่ตอบแบบสออบถาม 3,000 คนที่อินโดนีเซีย ญี่ปุ่น เกาหลี ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ และไทย ที่รวมถึงข้อมูล Panel Data และการเขียนวิเคราะห์ โซเชียลในเชิงลึก เพื่อทำความเข้าใจกับผลกระทบของไวรัสที่มีต่อทัศนคติ และพฤติกรรมโดยทั่วไปของคนเอเชีย ที่นอกจากนี้ แล้วการศึกษยังคงเปิดเผยให้เห็นว่า คนเอเชียนั้นกำลังปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ที่ใช้ชีวิตเพื่อลดความเสี่ยง และด้วยพฤติกรรมของกการจับจ่ายของผู้คนเอเชีย ก็เปลี่ยนไปเพราะภัยคุกคามที่สูงสุดจากไวรัส…

Read More

หุ้น CRC ปิดเทรด ช่วงเช้า 42 บาท เท่ากับราคาขาย IPO พบบิ๊กล็อตกว่า 2 ล้านหุ้น

หุ้น CRC ที่ปิดเทรดไปในช่วง เช้า อยู่ที่ 42 บาท เท่ากับราคาขาย IPO ที่มีมูลค่าของการซื้อขายกว่า 6,678.23 ล้านบาท โดยที่เปิดตลาดอยู่ที่ 42 บาท ราคาสูงขึ้น 42.25 บาท และราคาลงต่ำสุด 41.50 บาท หุ้น CRC ต่อจากนี้ ที่บิ๊กล็อตที่1 รายการ ที่เป็นจำนวนหุ้น กว่า 2,096,966 หุ้น ที่มีมูลค่าของการซื้อขายกว่า 88.07 ล้านบาท ที่มีเทรดในราคาเฉลี่ย 42 บาท โดยที่ บล. หยวนต้า (ประเทศไทย) ได้มีการระบุว่า ในบทของการวิเคราะห์ฯ แนะเรื่องของการ ซื้อ หุ้น ของ บมข. เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น ที่ยังคงศักยภาพที่ดีมาจากการเป็นเป็นนำในตลาดค้าปลีก ที่พร้อมทั้งการพัฒนาระบบที่ช่วยหนุนยอดขายของทางระบบ Omni-Channel ที่มีการคาดกการ์ว่า จะเป็นผลตอยรับที่ดีในอนาคต ที่ในขณะเดียวกันทางด้านสถานะทางการเงินที่ดีโดยที่มีการคาดการณ์ ว่ายัง คงรักษาระดับไว้ได้ในเกณฑ์ดี ของระดับรายได้ที่ได้ต่อปีไม่ต่ำกว่า 2 แสนล้านบาท ที่อยู่ในระดับของความสามารถในการทำกำไรที่ดี ที่มีมาร์จิน 28-29% ซึ่งยังคงอยู่ในฐานสูง ของกลุ่มค้าปลีกที่ 25-30 % ที่คาดว่า กำไรปกติในช่วงเวลา 3 ปี  2562-2564 ที่จะมีอัตราของการเติบโตเฉลี่ย CAGR อยู่ที่ 17% ที่ในขณะเดียวกันที่ทางบริษัทได้มี NETIBD/Equity ที่มีสัดส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยราว 0.67 เท่า ซึ่งจะทำให้บริษัทสามารถลงทุนหรือต่อยอดในธุรกิจอื่นได้อีกในอนาคต ทั้งที่ การประเมินราคาที่เหมาะสมของ ทางบริษัทในช่วงสิ้นปี 2563 นี้ตั้งไว้ ที่ 48…

Read More

Dow barely moved. จับตาผลประกอบการ เลขศก.,ไวรัส ก่อนหยุดยาวสุดสัปดาห์

Dow barely

Dow barely moved. ดัชนีดาวโจนส์ที่มีการปรับตัวแคบลงวันนี้ ในขณะที่นักลงทุนมีการจับตาการเปิดเผยผลการประกอบการ ของตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐ และยังมีการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 Dow barely moved. ในช่วงเวลา 22.22 น. ตามเวลาของไทย ที่ดัชนีเฉลี่ยของอุสาหกรรมดาวโจนส์ นั้นอยู่ที่ 29,419.31 จุด ที่ลบ 4.0 หรือ 0.01% ของตลาดหุ้นวอล์ลสตรีท ที่จะปิดทำการให้วันจันทร์หน้า เนื่องจากเป็วันประธานาธิบดี ที่ดัชนีดาวโจนส์นั้น มีแนวโน้มพุ่งขึ้นสูงมากกว่า 1% ในช่วงสัปดาห์นี้ ที่แม้ว่าจะมีการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 โดยประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ได้มีการเรียกร้องพรรคคอมิวนสต์ ที่จีนได้มีการทำการอุดช่องโหว่และจุดอ่อนที่เกี่ยวข้องกับการแพร่ระบาดของไวรัส โดยที่มีการกล่าวไว้ว่า หลังจากที่ทางสหรัฐได้มีการแสดงความเห็นถึงความไม่เชื่อมั่นต่อการเปิดเผยข้อมูลของรัฐจีน ที่เกี่ยวกับไวรัส ทั้งนี้ ของคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติจีน NHC ได้มีการเปิดเผยว่า ผู้ที่เสียชีวิตจากโรคปอดอักเสบที่เกิดการติดเชื้อไวรัส ในจีนที่มีจำนวนเพิ่มมากขึ้น 121 ที่ส่งผลให้ยอดรวมของผู้เสียชีวิต ของการส่งยอดของผู้เสียชีวิตทั่วประเทศ อยู่ที่ระดับ 1,380 ราย ส่งจำนวนของผู้ติดเชื้อที่จีนเพิ่มขึ้นอีก 5,090 ราย ที่ส่งผลให้ยอดรวมผู้ติดเชื้อในจีนอยู่ระดับ 63,851 ราย NHC ระบุว่า ทางการคณะกรรมการที่ได้หักจากจำนวนของผู้เสียชีวิต 108 ราย จากจำนวนของผู้เสียชีวิตทั่วประเทศ ที่เนื่องมาจากการนับที่ซับซ้อนในมณฑลหูเป่ย และวันนี้เป็นวันที่ 2 ของการมีการเปลี่ยนแปรง ของข้อมูลผู้ติดเชื้อและเสียชีวิต ราคาหุ้น บริษัท Nvidia ที่เป็นผู้ผลิตชิปรายใหญ่ของทางสหรัฐ ที่พุ่งขึ้นไปหว่า 6% หลังเปิดเผยถึงตัวเลข กำไรและรายได้ในช่วงไตรมาสที่ 4 ที่สูงกว่าตัวเลขของการคาดการณ์ ของนักวิเคราะห์ ทั้งนี้ได้มีการเปิดเผยถึงกำไรที่ระดับ 1.89 ดอลลาร์/หุ้น ที่สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 1.69 ดอลลาร์/หุ้น CR. UFABET1688

Read More

ANAN มองการตลาดอสังฯ กระตุ้นทางภาครัฐ-คลาเกณฑ์ LTV ดอกเบี้ยต่ำ

ANAN

ANAN หรือ บมจ. อนันดา ดีเวลวอปเม้นท์ โดย นาย ชัยยุทธ ชุณหะชา ประธานเจ้าหน้าที่สายงานการเงิน ที่มีการกล่าวว่า ในเรื่องของแนวโน้มอลังหาริมทรัพย์ ในไทย ช่วงปีนี้ นั้นมีทิศทางที่จะมีการฟื้นตัวของการชะลอตัว ในช่วงที่ผ่านมาหลังจากที่เมื่อปลายปีที่แล้วนั้น ทางรัฐบาล อนุมัติโครงการการกระตุ้นอสังหาริมทรัพย์ ที่เพิ่มเติมในส่วนของ โครงการ บ้านดีมีดาวน์ รวมมาถึงเมื่อเร็วๆนี้ ที่ได้ผ่อนคลาย ตามมาตราการควบคุมของสินเชื่อ ที่อยู่อาศัย Loan to Value : LTV โดยที่บ้านหลังแรกนั้น ที่ไม่ต้องมีการวางเงินดาวน์ และสามารถกู้เพิ่มซื้อเฟอร์นิเจอร์ได้ 10% ส่วนบ้านหลังที่ 2 หากว่ามีการผ่อนบ้านหลังแรกตั้งแต่ 2 ปีขึ้นไป ก็สามารถวางเวินดาวน์ เพียง 10 % ANAN กับการประกาศ พระราชกฤษฎี ของการลดหย่อยภาษีที่ดิน และสิ่งปลูกสร้าง ในปี พ.ศ. 2563 ในอัตรา 90% ของจำนวนภาษีที่จะต้องเสียสำหรับ อสังหาริมทรัพย์ ที่รอการขาย ที่ดินหรือ สิ่งปลูกสร้าง ที่อยู่ระหว่างการพัฒนาเป็นอาคารชุด โดยที่มีการกล่าวอีกว่า มาตรการของภาครัฐ เรื่องบ้านดีมีดาวน์ ที่อนันดา มีสัดส่วนของมูลค่าบ้าน ที่ไม่ต่ำกว่า 5 ล้านบาท เป็นจำนวนมูลค่ากว่า 6,000 ล้านนบาท ที่คาดไว้ว่าจะได้รับประโยชน์ จากมาตราการ และ จะเริ่มส่งผลบวกในช่วงต้นปี 2563 ที่นอกจากนั้นด้านอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำลง ยังเป็นผลดีต่อภาพรวม ของทางอสังหาริมทรัพย์ และปัจจัยบวกจากการเพิ่มขึ้นของ ส่วนรถไฟฟ้า สายต่างๆ ที่จะทยอยเปิดเพิ่มจาก 109 สถานี เป็น 133 สถานี ในปี 2563 ซึ่งจะเป็นผลที่ดี…

Read More

BJCHI ลุ้นรายได้ปี 63 แตะ 3.3 พันลบ. หากชนะงานประมูลเหมือง มูลค่า 1พันลบ.

BJCHI

BJCHI หรือ บมจ. บีเจซ๊ เฮฟวี่ อินดัสทรี นายวิทยา เชียงอุทัย ผู้จัดการฝ่ายนักลงทุนสัมพันธ์ และการวางแผนกลยุทธ์ ได้มีการเปิดเผยว่า ทางบริษัทได้มีการคาดการณ์รายได้ในปี 63 ว่าจะขึ้นไปในระดับ 3,300 ล้านบาท ที่โดยปัจจุบันนั้นอยู่ในระหว่างการรอผลการประมูลงานเหมืองแร่ ในประเทศออสเตรเลีย ที่มีมูลค่ากว่า 1,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นงานที่มีโอกาสของการประมูลชนะกว่า 50% โดยที่จะรู้ผลของการประมูลในช่วงไตรมาส 1/63 และถ้าหากได้รับงานก็จะสามารับรู้ได้ถึงรายได้ในทันที แต่อย่างไรก็ตามถ้าหาก BJCHI ไม่สามารถชนะการประมูล โครงการเหมืองแร่ดังกล่าวนี้ได้ ทางบริษัทนั้นก็มีการคาดการว่า จะมีรายได้ใกล้เคียงกับปี 62 ที่คาดไว้ว่าจะสามารถทำรายได้ ตามเป้าหมายที่วางไว้ เป็นมูลค่า 2,300 ล้านบาท โดยที่ปัจจุบัน มีงานในมือ Backlog อยู่ที่ราวๆ 3,500 ล้านบาท และจะอยู่ในระหว่างการประมูลงานใหม่ ที่มูลค่า 12,000 ล้านบาท โดยจะทยอยรู้ผลการประมูลงานตั้งแต่ช่วงไตรมาสที่ 1/63 เป็นต้นไป ที่ นายวิทยา ได้มีการกล่าวไว้ว่า สำหรับปีนี้ ทางบริษัทนั้นมีการคาดการณไว้ว่าจะมีอัตรากำไรอยู่ที่ 15-20% หลังช่วง 9 เดือนแรก ของปีที่ทำได้แล้ว 17.60% จากปีก่อนที่มีการติดลบอยู่ที่ 6.71% เนืองจากปริมาณงานที่ออกมามากขึ้นนี้ หลังจากที่ทางอุตสาหกรรมของเหมืองแร่ในประเทศออสเตรเลียอยู่ในช่วงที่กำลังจะฟื้นตัว ที่เป็นผู้พัฒนาโครงการรายใหญ่ของทางบริษัท เพิ่มงบ ของการลงทุนในการพัฒนาโครงการ ที่จะส่งผลให้รับรู้ได้ถึงรายได้ ได้อย่างต่อเนื่อง ที่ยังรวมไปถึงการบริหารจัดการต้นทุนที่ดีขึ้นด้วย ทางด้าน นายหยัง เจิน ลี  ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ของทาง บมจ. บีเจซ๊ เฮฟวี่ อินดัสทรี ได้มีการเปิดเผยว่า มั่นใจว่าในแนวโน้มผลของการดำเนินงานในปี 62-63 จะกลับมาเติบโตได้อย่างโดดเด่นอีกครั้ง ที่ได้รับปัจจัญหนุนจาก ทางอุตสาหกรรมปิโตรเคมี ก๊าซฯ และเหมืองแร่ที่ฟื้นตัว…

Read More

บมจ.เจริญโภคภัณฑ์อาหาร CPF ขยายช่องทาง กุ้งสดพรีเมี่ยม ทั้ง B2C-B2B

บมจ.เจริญโภคภัณฑ์อาหาร

บมจ.เจริญโภคภัณฑ์อาหาร CPF ธุรกิจสัตว์น้ำ โดยนาย เปรมศักดิ์ วนัชสุนทร รองกรรมการผู้จัดการการบริหาร ได้ออกมาเปิดเผยว่า ทางบริษัทต้องช่วยยกระดับรายได้ของเกษตรกร ไปพร้อมๆกับโอกาสให้ผู้บริโภคชาวไทย ได้บริโภคกุ้งที่มีคุณภาพ ระดับพรีเมี่ยนได้ง่ายขึ้น โดยที่จะเพิ่มช่องทางทางการจัดจำหน่าย ให้ครอบคลุมทั่วประเทศ ตอบสนองความต้องการแก่ทั้งผู้ชื่นของการรับประทานกุ้ง และนิยมปรุงอาหารที่บ้าน ตลอดจนร้านอาหารชั้นำที่เสิร์ฟเมนูกุ้งให้บริการลูกค้า เพื่อให้คนไทยได้รับประทานกุ้งที่สด สะอาด เนื้อแน่น หวานอร่อย ปลอดภัย และไม่มียาปฏิชีวนะและไม่มีสารตกค้าง ผลผลิตกุ้ง ได้มาจากเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งทั่วประเทศที่เลี้ยงกุ้ง โดย ซีพีเอฟ คอมบายด์ โมเดล CPF Combined Model ซึ่งใช้เป็นลูกกุ้งที่สดสะอาด ปลอดเชื้อ การเตรียมน้ำที่สะอาด และการเตรียมบ่อที่สำอาด โดยที่ไม่ใช้ยาปฏิชีวนะตลอดการเลี้ยง รวมถึงเป็นการเลี้ยงกุ้งที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม บมจ.เจริญโภคภัณฑ์อาหาร CPF การันตีคุณภาพ กุ้งสดซีพี ให้ผู้บริโภคมั่นใจได้ในความสด สะอาด ปลอดภัย และเนื้อแน่น ให้รสชาติหวานอร่อย และเมื่อปรุงเป็นอาหาร เนื้อจะเป็นสีส้มอมแดง ที่น่ารับประทาน ทั้งนี้จึงเป็นการใช้เทคนิคการคงความสดของกุ้งด้วยวิธีการจับเป็น จากบ่อ และทำการบรรจุแบบพิเศษ แล้วใช้ระบบโลจิสติกส์ ที่รวดเร็วขนส่งกุ้งไปยังการจำหน่ายหลายช่อนทาง เช่น  B2C อาทิ ช่องทางร้านซีพี เฟรชมาร์ช CP Freshmart  ห้าง MAKRo หรือซุปเปอร์มาร์เก็ตชั้นนำ เช่น ฟู้ดแลนด์ Foodland  ตลอดจน โมเดิร์นเทรดหลายแห่ง และตลาดสดขนาดใหญ่ในกรุงเทพฯ และหัวเมืองใหญ่ ในขณะเดียวกันนั้น ยังขยายช่องทาง B2B โดยที่ให้บริการกุ้งระดับพรีเมี่ยมนี้ ไปยังร้านอาหารชั้นนำในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด  โดยกลุ่มภัตตาคารและร้านอาหาร เหล่านี้สามารถ ระบุการสั่งซื้อกุ้งได้ระดับซูเปอร์พรีเมี่ยมได้ตามต้องการ ไม่ว่าจะขนาดกุ้ง คัดสรรพิเศษ เพื่อสุขภาพ หรือจะกุ้งแบบไหน ก็ได้เช่นกัน CR. UFFABET1688

Read More