ในขณะที่ธนาคารกลางยุโรป (ECB) พยายามรักษาสมดุลระหว่างการควบคุมอัตราเงินเฟ้อกับการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ซบเซา จานคาร์โล จอร์เจตติ (Giancarlo Giorgetti) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐกิจของอิตาลี ได้ออกมาเรียกร้องอย่างชัดเจนและต่อเนื่องให้ ECB กลับมาลดอัตราดอกเบี้ย อีกครั้ง คำวิจารณ์จากโรมสะท้อนถึงความกังวลอย่างลึกซึ้งต่อภาวะชะงักงันทางเศรษฐกิจที่แผ่ขยายไปทั่วยูโรโซน โดยเฉพาะในประเทศที่มีภาระหนี้สาธารณะสูงอย่างอิตาลี การตัดสินใจของ ECB ในการคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับ 2.0% ในการประชุมครั้งล่าสุดได้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนการกู้ยืมและศักยภาพการเติบโตของภูมิภาค บทความนี้จะวิเคราะห์เหตุผลเบื้องหลังการเรียกร้องของจอร์เจตติ และผลกระทบของการคงดอกเบี้ยต่อเศรษฐกิจอิตาลีและยูโรโซน

1. เหตุผลของการเรียกร้อง: วิกฤตการณ์ “ความซบเซาโดยรวม”
ข้อเรียกร้องของจอร์เจตติไม่ได้มาจากมุมมองของอิตาลีเพียงประเทศเดียว แต่มาจากความตระหนักถึงภาพรวมของเศรษฐกิจยุโรปที่กำลังเผชิญกับภาวะชะงักงัน
ความจำเป็นของการผ่อนคลายนโยบายการเงิน
จอร์เจตติระบุในแผนงบประมาณหลายปีของอิตาลีว่า “ความซบเซาโดยรวมของเศรษฐกิจยุโรปชี้ให้เห็นว่า การมีสภาพแวดล้อมอัตราดอกเบี้ยที่ผ่อนคลาย (Accommodative) มากขึ้นจะเป็นสิ่งที่พึงปรารถนา” แม้จะยอมรับว่า ECB ต้องปฏิบัติตามพันธกิจในการรักษาเสถียรภาพราคา แต่อิตาลีเชื่อว่าภัยคุกคามจากการเติบโตที่อ่อนแอในขณะนี้มีความสำคัญเร่งด่วนกว่า
- ฉุดรั้งการลงทุน: อัตราดอกเบี้ยที่สูงทำให้ต้นทุนการกู้ยืมสำหรับธุรกิจและครัวเรือนพุ่งสูงขึ้น ส่งผลให้การลงทุนในภาคธุรกิจลดลงอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ
- เศรษฐกิจยูโรโซนที่เปราะบาง: ข้อมูลทางเศรษฐกิจหลายตัวชี้ให้เห็นถึงภาวะชะงักงัน โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ เช่น เยอรมนี การลดดอกเบี้ยจึงถูกมองว่าเป็น เครื่องมือสำคัญ ในการเติมเชื้อไฟทางเศรษฐกิจ
2. ผลกระทบเฉพาะต่ออิตาลี: ภาระหนี้ที่เพิ่มขึ้น
สำหรับอิตาลีซึ่งมี หนี้สาธารณะสูงเป็นอันดับสอง ในยูโรโซน การคงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับสูงถือเป็นภาระทางการคลังที่หนักหน่วงอย่างยิ่ง
ต้นทุนการกู้ยืมที่พุ่งสูง
จอร์เจตติเปิดเผยตัวเลขที่น่าตกใจในแผนงบประมาณ โดยคาดการณ์ว่า ค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยหนี้สาธารณะ ของประเทศจะเพิ่มขึ้นจาก 3.9% ของ GDP ในปี 2025−2026 เป็น 4.1% ในปี 2027 และ 4.3% ในปี 2028
- ข้อจำกัดทางการคลัง: ต้นทุนดอกเบี้ยที่สูงขึ้นนี้บีบให้รัฐบาลต้องจัดสรรเงินจำนวนมหาศาลไปใช้ในการชำระหนี้ แทนที่จะนำไปใช้ในโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ, การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน, หรือการลดหย่อนภาษี
- ความเสี่ยงต่อหนี้สาธารณะ: ในขณะที่ ECB พยายามลดอัตราเงินเฟ้อสู่เป้าหมาย 2% การคงดอกเบี้ยสูงไว้เป็นเวลานานเกินไป อาจทำให้อิตาลีและประเทศที่มีหนี้สูงอื่น ๆ เข้าสู่ภาวะที่ยากลำบากยิ่งขึ้นในการบริหารจัดการหนี้
บทสรุป
การเรียกร้องของรัฐมนตรีจอร์เจตติเป็นตัวแทนของกลุ่มประเทศในยุโรปใต้ที่ต้องการให้ ECB เปลี่ยนจุดยืนจากการ ต่อสู้กับเงินเฟ้อ มาสู่การ ปกป้องการเติบโตทางเศรษฐกิจ แม้ว่า ECB จะต้องคำนึงถึงข้อมูลเงินเฟ้อเป็นหลัก แต่เสียงจากโรมเน้นย้ำว่า ความเสี่ยงจากการเติบโตที่ซบเซาและความเปราะบางทางการคลังของรัฐบาลประเทศสมาชิกก็เป็นสิ่งที่ละเลยไม่ได้เช่นกัน ความขัดแย้งเชิงนโยบายนี้สะท้อนถึงความท้าทายที่ซับซ้อนที่ ECB ต้องเผชิญในการสร้างนโยบายการเงินเดียวที่เหมาะสมกับเศรษฐกิจที่มีความหลากหลายอย่างยูโรโซน
credit : ดูหนัง24