Prinsipal SIF ส่องแนวโน้มลงทุนปี 2563 เตรียมรับราคาสินทรัพย์ผันผวนสูง

Prinsipal SIF

Prinsipal SIF หรือ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน พรินซิเพิล จำกัด (บริษัทจัดการ)ที่มองหาการลงทุน ในปี 2563 ที่ราคาสินทรัพย์ ที่มีโอกาส ความผันผวนสูงมากขึ้น จึงแนะนำกองทุน พรินซิเพิล สตราทิจิค อินคัม ฟันด์ หรือ Prinsiple Strategic income fund ที่มีจุดเด่น ในเรื่องของการลงทุนในสารตราหนี้คุณภาพและสินทรัพย์ ทางเลือก เช่น Property Fund , RIETs ในส่วนเรื่องของการปรับสัดส่วนของการลงทุนแบบ Rebalancing Model เพื่อการควบคุม ในเรื่องของความเสี่ยง ให้อยู่ที่ระดับของความเหมาะสม กับอัตราในส่วนของผลตอบแทน ในช่วงปีที่ผ่านมานั้นอยู่ที่ 11.58% และนับตั้งแต่การจัดตั้งกองทุน ในวันที่ 19 พฤษภาคม 2559- 31 มกราคม 2563 นั้นให้อยู่ในอัตราส่วนของการตอบแทนเฉลี่ย 6.38% ต่อปี พร้อมกับที่ได้รับการจัดอันดับ 5 ดาวจาก Morming Star (ประเทศไทย) Prinsipal SIF ที่เป็นบริษัทการจัดการ โดย นาย จุมพล สายมาลา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ที่เป็นบริษัทหลักทรัพย์ จัดการกองทุน พรินซิเพิล จำกัด ได้มีการเปิดเผยว่า ในการลงทุนในปี 2563 ที่มีปัยจัยที่ต้องติดตาม คือเรื่องของความผันผวน ของราคาสินทรัพย์ ที่มีแนวโน้มของความผัน เพิ่มขึ้น จากปัจจัยในเชิงลบ เช่น ในเรื่องของความไม่แน่นอน จากสภาวะของสงความทางการค้า ที่มีการแยกตัวของ สหราชอาณาจักร ออกจากสหภาพ ยุโรป ที่มีการเลือกตั้ง ประธานาธิบดี สหรัฐอเมริกา ที่รวมถึงเรื่องของปัจจัยการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส โควิด-19 ที่มีการคาดการณ์ไว้ว่า…

Read More

PNCREIL การเสนอราคาหน่วย ทรัสต์ ที่ 32 บาท/หน่วย

PNCREIL

PNCREIL กองทรัสต์ กับการเสนอราคาหน่วย ทรัสต์ที่ราคา 32 บาทต่อหน่วย ที่เตรียมเสนอขาย ผู้ถือหน่วยทรัสต์เดิมของ กองทรัสต์ อยู่ที่อัตรส่วนที่ 4.4319 หน่วยทรัสต์เดิม ต่อ 1 หน่วย ทรัสต์ที่เพิ่มเติม และผู้ถือหน่วยทรัสต์เพิ่มเติม ของ GLANDRT ที่อัตราส่วน 3.0034 หน่วยทรัสต์เดิม ของ GLANDRT ต่อ 1 หน่วยทรัสต์ ที่เพิ่มเติม เริ่มการเปิดจองซื้อวันที่ 13 และ 16-19 เดือนมีนาคมนี้ ที่ในระยะเวลาทั้งหมด 5 วัน ในส่วนที่ประชาชน ทั่วไปเริ่มจองซื้อได้ตั้วแต่วันที่ 20 ละ 23-24 เดือนมีนาคม โดยการระดมทุน เพื่อการลงทุนในทรัพย์สินเพิ่มเติม ซึ่งรวมถึงการต่ออายุสัญญา เซ็นทรับพลาซา พระราม 2 ที่การชูงบประมาณการจ่ายเงิน ที่ผู้ถือหน่วยนับจาก 1 เมษายน 2563 – 31 มีนาคม 2564 หลังจากมีการเช้า ลงทุนเพิ่มขึ้นเป็น 1.7369 บาทต่อหน่วย จากกรณี ที่ไม่สามารถเข้าลงทุนเพิ่มเติมได้ ก็จะอยู่ที่ประมาณ 1.7059 บาทต่อหน่วย โดยที่คิดเป็นประมาณการ ของอัตราเงินจ่ายถือหน่วยที่ 5.4% PNCREIL การเสนอขาย โดย นางสาววีณา เลิศนิมิตร ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสายงาน Investment Banking ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ที่ปรึกษาทางการเงินและผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่าย เปิดเผยว่า ทรัสต์เพื่อการลงทุนในสิทธิการเช่าอสังหาริมทรัพย์ CPN รีเทล โกรท พร้อมเสนอขายหน่วยทรัสต์เพิ่มเติมจำนวนไม่เกิน 665.62 ล้านหน่วย…

Read More

SME D Bank เผยลูกค้าได้ผลกระทบ Covid-19 เข้ามาตรการ พัก-ขยาย-เติม

SME D Bank

SME D Bank ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดลาง และขนาดย่อมแห่งประเทศไทย ที่ทาง ธพว. ทำงานเชิงรุก โดยการลงพื้นที่ ดูแลลูกค้าที่ได้รับผลกระทบจาก Covid-19 ที่เผยถึงประสบปัญหามาแล้วมากกว่า 1หมื่นราย ที่ระบุเร่งพาเข้ามาตรการ พัก-ขยาย-เติม เพื่อบรรเทาความเดือร้อนของการ ลดภาวะ ค่าใช้จ่าย เพิ่มกับสภาพคล่อง กับการประคองธุรกิจให้ก้าวผ่านภาวะฉุกเฉินได้อย่างเข้มแข็ง SME D Bank หรือ ธพว. นางสาวนารถนารี รัฐปัตย์ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม แห่งประเทศไทย ได้มีการเปิดเผยถึงความคืบหน้าของมาตรการ พัก-ขยาย-เติม เพื่อการช่วยเหลือลูกค้าที่ได้รับผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อม จากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019 หรือ COVID-19 โดยที่ ธพว. ได้ทำงานในเชิงรุก โดยการส่งพนักงานสาขาทั่วโลกสำรวจข้อมูลของผลกระทบการดูแลลุฏค้าอย่างใกล้ชิด เพื่อการลงพื้นที่การเข้าเยี่ยมกิจการ หรือติดต่อสอบถามทางโทรศัพท์ ที่รวมถึงการส่งจดหมายแนะนำและเชิญชวนเข้าสู่มาตราการ พัก-ขยาย-เติม เพื่อช่วยเหลือการบรรเทาความเดือดร้อน และคลายความกังวลให้กับทางลูดค้า ธพว. จำนวนกว่า 11,894 ราย หรือคิดภาระหน้าที่ กว่า 20,469 ล้านบาท ที่ส่วนใหญ่เป็นธุรกิจการท่องเที่ยวและเกี่ยวเนื่อง ที่นอกจากนั้น เบื้องต้นที่ลูดค้ามีความต้องการ ขอวงเงินสินเชื้อใหม่ เพื่อที่จะใช้ในการลงทุนหนุมเวียน เสริมสภาพคล่อง ประมาณ 565 ล้านบาท ทั้งนี้ ธพว. ที่เร่งพาลูกค้าที่ได้รับผลกระทบเข้าสู่มาตรา พัก-ขยาย-เติม มาอย่างต่อเนื่อง ที่กำหนดว่าต้องคลีคลายปัญหา ของลูกค้าทุกรายที่ได้รับผลกระทบ ให้เรียบร้อยภายในช่วงเดือนมีนาคม 2563 นี้ ซึ่งในความช่วยเหลือ ธพว. นี้ ได้คลอบคลุมไปทั้งธุรกิจ ที่ได้รับผลกระทบทางตรง เป็นส่วนใหญ่ ที่เป็นธุรกิจเกี่ยวกับการท่องเที่ยว เช่น โรงแรม ที่พัก ร้านอาหาร ภัตาคาร ธุรกิจนำเที่ยว ร้านขายของฝาก ที่ระลึก ฯลฯ…

Read More

Thai Stock Market ดิ่งลง 92.37 จุด หลุด 1,300 ต่ำสุดรอบ 4 ปี กลุ่มพลังงาน

Thai Stock Market

Thai Stock Market ของตลาดหลักทรัพย์ ที่ช่วงเช้าของวันนี้ ที่ระดับ 1,272.20 จุด ซึ่งลดลงไป 92.37 จุด หรือ -6.77% มูลค่า ของการซื้อขาย ที่มีมูลค่าอยู่ที่ 65,429.63 ล้านบาท ที่การซื้อขายของหุ้นในวันนี้ ดัชนีของไทยนั้นเปิดเทรดล่วงลงไปกว่า 90 จุด และเคลื่อนไหวในแดนลบ ตลอดช่วงเช้า โดยที่ดัชนี ที่ทำระดับสูงสุด 1,299.77 และทำระดับต่ำสุดอยู่ที่ 1,269.61 จุด Thai Stock Market ทางฝ่ายการวิเคราะห์ โดยนาย ณัฐพล คำถาเครือ ซึ่ง ผู้อำนวยการฝ่ายการวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล. หยวนเต้า (ประเทศไทย) ได้มีการกล่าว ทางการตลาดหุ้นไทยที่มีการล่วงลงอย่างหนัก ของช่วงเช้าวันนี้ ที่ส่งผลในส่วนเรื่องของดัชนีฯ ที่ร่วงลงมาที่ระดับต่ำสุดในรอบระยะเวลา 4 ปี เช่นเดียวกัลป์ตลาดหุ้นในภูมิภาคเอเชีย ของเช้านี้ ที่ต่างก็มีการติดลบถ้วนหน้า เฉลี่ย -3.5% ที่เป็นหลักๆ ที่ต่อเนื่องมาจากสงครามน้ำมัน หลังจากผลของการประชุม กลุ่มโอเปก และประเทศพันธมิตร ที่ไม่สามารถตกลงกันได้อย่างลงตัว โดยที่ซาอุดิอาระเบีย กำลังมีการเพิ่มพลังของการผลิตของน้ำมัน และลดค่าน้ำมันพรีเมียม ที่อาจจะส่งผล ให้ประเทศอื่นๆ ทำตาม และทำใหเราคาน้ำมันนั้นร่วงลงอย่างรุ่นแรง ในขณะที่ทาง Supply ของทางตลาดมีมากก็จะทำให้ราคาน้ำมันเมื่อปรับตัวลงและจะมีการฟื้นตัวได้ยาก ที่เนื่องมาจากตลาดของบ้านเรานั้นได้รับแรงกดดันจากทางกลุ่มพลังงาน ที่จากที่น้ำหนักถึง 30% ในส่วนของตลาดฯ ที่นอกเหนือจากส่วนของราคาน้ำมัน ในตลาดโลกแล้ว แต่ปัจจัยของต่างประเทศนั้นก็ยังไม่ดีนัก ที่นโยบายของทางภาครัฐฯในการกระตุ้นทางด้านเศรษฐกิจ ที่ไม่โดยใจ และทางสาธารณสุข ก็ออกมาบอกว่า การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส โควิด-19 กำลังจะเข้าระยะที่ 3 หลังจากการเฝ้าติดตามผู้ที่มีความเสี่ยงติดเชื้อและผู้ที่ใกล้ชิด กับผู้ที่ติดเชื้อมากเป็นพันราย  ที่ถ้าหากเข้าระยะที่ 3 จะมองเป็นจุดพีค…

Read More

Berrli Jucker คาดยอดปีนี้โตเลขหลักเดียวในระดับกลาง

Berrli Jucker (บริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์) BJC โดยนาย รามี ปีไรเนน ผู้อำนวยการฝ่ายนักลงทุนสัมพันธ์ ได้มีการเปิดเผยว่าบริษัทได้มีการคาดการณ์ ยอดขายของปี 63 นี้จะมีการเติบโตเป็นตัว้ลขระดับกลาง ที่เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมาที่ทำได้ 1.74 แสนล้านบาท โดยที่มาจากการขยายสาขาหลัก ไม่ว่าจะเป็นไฮเปร์มาร์เก็ต 3 แห่งในไทย และอีก 1 แห่งในต่างประเทศ กับซุปเปอร์ม์เก็ต 2 แห่ง และ มินิบิ๊กซี 300 แห่ง จากสิ้นปี 62 มีไฮเปอร์มาร์เก็ต 151 แห่ง ซุปเปอร์มาร์เก็ต 62 แห่ง มินิบิ๊กซี อีก 1016 แห่ง และยังมี Pure Pharmacy 145 แห่ง ที่รวมทั้งสิ้นเป็น 1,374 แห่ง Berrli Jucker ลักษณะสินค้า ที่ทั้งนี้เป็นกลุ่มสินค้า และบริการทางบรรจุพัณฑ์ โดยเฉพาะสินค้าบรรจุภัณฑ์ เช่น ภาชนะแก้ว กระป๋องอลูมิเนียม และพลาสติก ที่ในปีนี้นั้น มีการเติบโดตเป็นอย่างดี ที่ล่าสุดบริษัทได้มีการขยายกำลังของการผลิต กระป๋องอลูมิเนียม ที่ประเทศเวียดนาม เป็น 1,800 ล้านกระป๋องต่อปี หรือ ที่ค่าเฉลี่ยเพิ่มขึ้นมากว่า 30% จากเดิมที่ 1,400 ล้านกระป๋องต่อปี  โดยที่ในปี 64 โดยที่พบว่า ความต้องการของลูกค้าที่ต้องการกระป๋องเพิ่ม มากขึ้น โดยเฉพาะ ขนาดกระป๋อง 55 มิลิลิตร เพื่อที่ใช้บรรจุเบียร์  และน้ำมะพร้าว และขนาด 180 มิลิลิตร เพื่อใช้บรรจุน้ำอัดลม…

Read More

TOP company คาดว่าโครงการ CFP ขยายกำลังการกลั่นเสร็จปี 66

TOP company

TOP company หรือ บมจ. ไทยออยล์ โดยนาย วิรัตน์ เอื้อนฤมิต ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ ได้มีการเปิดดเผยว่า โครงการพลังงานสะอาด หรือ CFP ที่มีมูลค่าของการลงทุน 4.8 พันล้านเหรียญ สหรัฐ ซึ่งเป็นเป็นการปรับปรุงและขยายกำลังของการผลิตให้มีประสิทธิภาพ ของการกลั่นน้ำมันดิบมากยิ่งขึ้น จากเดิม 2.75 แสนบาเรลต่อวัน ให้เป็น 4 แสนบาร์เรลต่อวัน ที่จะแล้วเสร็จในช่วง ไตรมาส 1/66 ที่คาดว่าจะสร้างกำไรขั้นต้นของกลุ่ม GIM ที่ไม่รวมผลกระทบจากสต๊อกน้ำมันเพิ่มขึ้น 4 เหรียญ/บาร์เรล ในขณะที่ต้องมีกำไรก่อนดอกเบี้ยจ่าย ภาษี  ค่าเสื่อม และค่าตัดจำหน่าย EBITDA ที่เพิ่มขึ้นประมาณ 1,200 ล้านเหรียญสหรัฐฯ/ปี TOP company ได้กล่าว วันที่ 5 มีนาคม 63 ทางบริษัทจัดพิธี วางศิลาฤกษ์ อาคารการควบคุมกระบวนการผลิตหลัก ในโครงการ CFP ที่ในปัจจุบันมีความคืบหน้าแล้วราว 31% และอยู่ในระหว่างของการออกแบบทางวิศวกรรมโดยละเอียด รวมถึงการปรับปรุงพื้นที่และการวางรากฐาน เพื่อการรับงานติดตั้งโครงสร้าง เครื่องจักรและอุปกรณ์ โดยโครงการ CFP จะทำให้กำลังการกลั่นน้ำมันเพิ่มขึ้น 45% และช่วยเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ โดยเฉพาะการต่อยอดธุรกิจปิโตรเคมีสายอะโรเมติกส์ หรือโอเลฟินส์ รวมถึงลดต้นทุนการกลั่นน้ำมันจากการเลือกใช้น้ำมันดิบชนิดหนัก (heavy crude) ซึ่งมีราคาต่ำได้ในสัดส่วน 45-50% จากปัจจุบันที่ใช้น้ำมันดิบชนิดเบาที่มีราคาสูงเกือบทั้งหมด โดยที่นายวิรัตน์ กล่าวอีกว่า การลงทุนโครงการ CFP จะใช้เงินมากสุดในปีนี้ที่ราว 2 พันล้านเหรียญสหรัฐ จากปีที่แล้วใช้ไปประมาณ 800 ล้านเหรียญสหรัฐ ขณะที่สถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ในปัจจุบันยังไม่ได้ส่งผลกระทบต่องานก่อสร้างโครงการมากนัก โดยเฉพาะในส่วนการนำเข้าอุปกรณ์ต่าง ๆ เพื่อใช้ในงานก่อสร้างที่ส่วนใหญ่จะมาจากไทย จีน และฟิลิปปินส์ ซึ่งขณะนี้ซัพพลายเออร์ยังยืนยันส่งของตามกำหนดที่ส่วนใหญ่อยู่ในช่วงครึ่งหลังปีนี้…

Read More

ทีมกรุ๊ป เคาะเป้ารายได้ปี 2563 โต 10% ผลกระตุ้นภาครัฐเศรษฐกิจเข้าต่อเนื่อง

ทีมกรุ๊ป

ทีมกรุ๊ป (TEAMG) หรือ บริษัท ทีม คอนซัลคติ้ง เอนจิเนียริ่ง แอนด์ แมนเนจเมนท์ จำกัด (มหาชน) โดยนาย อภิชาต สระมูล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ได้มีการเปิดเผยว่า ในปี 2563 บริษัทตั้งเป้ารายได้เติบโต 10% จากปี 2562 ที่มีรายได้รวมอยู่ที่ 1,846.27 ล้านบาท เนื่องจากที่บริษัทมีการควบคุมต้นทุนให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ในเรื่องของการช่วยสนับสนุนให้อัตราของการทำกำไรของบริษัทปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ  ทีมกรุ๊ป (TEAMG) กับแผนการทางธุรกิจปี 2563 ของการวาเป้าหมาย ของปี 2563 ที่จะเติบโตขึ้นอีก 10% ที่มีการตุนแบ็กล็อกในมือ มูลค่า 3,800 ล้านบาท โดยพร้อมเดินหน้าขยายการลงทุนในเรื่องของการเข้าร่วมลงทุนธุรกิจอย่างต่อเนื่อง ในขณะเดียวกันที่ ทางบริษัทยังมีมูลค่าของงานในมือ (Backlog) อยู่ที่ 3,800 ล้านบาท โดยที่มีการทยอยรับรู้ถึงรายได้ อย่างต่อเนื่อง ที่ทั้งนี้บริษัทยังมีการรับรู้รายได้จากโครงการต่างๆ อีกมากมาย อาทิ โครงสร้างพื้นฐานทั่วประเทศ เช่นการควบคุมงาน กาก่อสร้างโครงการระบบรถไฟฟ้า ชานเมืองสายสีแดง งานบริหารโครงการ และการควบคุมการก่อสร้างงาน โครงการรถไฟฟ้าสายสีชมพู งานออกแบบรายละเอียด โครงการรถไฟใต้ดิน สายสีส้มตะวันออก งานบริหารและการควบคุมงานก่อสร้างรถไฟสายคู่สายเหนือช่วงลพบุรี-ปากน้ำโพ งานควบคุมงานการก่อสร้างโครงการพัฒนาท่าอากาศยานสุวรรณภูมิระยะที่2 ซึ่งเป็นส่วนของเมกาโปรเจกต์ อีกทั้งบริษัทยังอยู่ระหว่างการรอคอยระหว่างการรรับรู้รายได้ จากงานโปรเจกต์ ของโครงสร้างพื้นฐาน ที่มีการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก(EEC) ได้แก่โครงการของการสนับสนุน สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการนโยบาย เขตพัฒนาเขตพัฒนาพิเศษ อู่ตะเภาตะวันออก (สกพอ.) เพื่อการบริหาร และการกำกับสัญญาโครงการของการพัฒนา สนามบินอู่ตะเภา และเมืองการบินภาคตะวันออก ในงานการบริหารโครงการก่อสร้างทางวิ่งและทางขับที่ 2 ของท่าอากาศยานนานาชาติอู่ตะเภา ในขณะเดียวกันของปี 2563 ที่บริษัทมีการลงนามสัญญา ได้แก่ การควบคุมงานก่อสร้างของโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน ที่ประกอบกับพระราชบัญญัติ ของงบประมาณปี…

Read More

หุ้นไทย ปิดเช้าพุ่ง 30.35 จุด เก็งแบงค์ชาติหลายแห่งปรับลดดอกเบี้ย

หุ้นไทย

หุ้นไทย หรือ ตลาดหลักทรัพย์ฯ ปิดช่วงเช้า ของวันนี้  พุ่งขึ้นไปที่ระดับ 1,366.07 จุด ที่เพิ่มขึ้น 30.35 จุด หรือ +2.27% โดยมีมูลค่าราว 36,330 ล้านบาท ของการซื้อขายหุ้นวันนี้ ดัชนีไทยที่เคลื่อนไหวในแดนบวกตลอดของช่วงเช้า โดยดัชนีทำระดับสูงสุดที่ 1,367.54 จุด และทำระดับต่ำสุดอยู่ที่ 1,352.22 จุด หุ้นไทย ที่มีการกล่าวถึง โดยนาย ศราวุธ เตโชชวลิต ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.อาร์เอชบี (ประเทศไทย) ได้กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทย เช้านี้ที่ รีบาวด์ขึ้นเช่นเดียวกัน กับตลาดหุ้นในภูมิภาคเอเชีย ที่ช่วงเช้าส่วนใหญ่ มีการเคลื่อนไหวในแดนบวก แต่ในเวลาต่อมาก็เริ่มที่จะมีการลดช่วงบวกลงมา และทางตลาดหุ้นญี่ปุ่นก็เริ่มจำกลับมาจิดลบอีกครั้ง เช่นเดียวกันกับดาวน์โจนส์ฟิวเจอร์ ที่เริ่มจะกลับมาเคลื่อนไหวในแดนลบ ที่เนื่องมาจาก เรื่องของความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ ของการแพร่ระบาดไวรัส Covid-19 หลังจากที่ อิตาลี,สเปน,เยอรมนี และฝรั่งเศส ก็มีอัตราการแพร่กระจายของเชื้อไวรัสนั้นเร่งตัวขึ้น ทั้งที่ในช่วงเช้าตลาดฯ รีบาวด์ขึ้นได้ดี ที่รับผลมาจาการคาดการณ์ จากธนาคารกลางที่จะมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ย หรืออาจจะมีการออกมาตราการออกมาที่จะช่วยประคองเศรษฐกิจก็อาจจะไม่สามารถช่วยได้มากนัก โดยที่แนวโน้มของการลงทุนในช่วงบ่ายนี้ นายศราวุธ ได้มีการกล่าวว่า ทางตลาดหลักทรัพย์ฯ อาจจะต้องเผชิญแรงขายการทำกำไร ออกมาโดยให้แนวรับ 1,340 จุด ส่วนแนวต้าน 1,367 จุด ในส่วนตลาดหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าของการซื้อขายสูงสุด 5 หลักทรัพย์ ได้แก่ BAM มีมูลค่าการซื้อขาย 2,223.77 ล้านบาท และปิดอยู่ที่ 23.20 บาท ที่เพิ่มขึ้น 0.60 บาท PTT มีมูลค่าการซื้อขาย 2,046.44 ล้านบาท และปิดอยู่ที่ 40.25 บาท ที่เพิ่มขึ้น 1.00…

Read More

Kantar เผยคนเอเชียห่วงสุขภาพทางการเงินมากกว่าทางกาย ช่วง Covid-19

Kantar

Kantar (กันตาร์) บริษัทที่ปรึกษาและการจัดเก็บข้อมูลเชิงลึก ชั้นนำระดับโลก เผยว่าคนเอเชียกว่า 60% กังวลเกี่ยวกับผลกระทบของไวรัส Covid-19 ที่มีต่อความมั่นคงของเรื่องปัญหาทางการเงินของตนเอง ที่คนเอเชีย ในส่วน 48% ที่ “กังวลอย่างยิ่ง” เรื่องที่เกี่ยวกับผลกระทบของไวรัส Covid-19 ขณะที่ผู้บริโภคในเอเชียหันไปซื้อของ ออนไลน์ซะเป็นส่วนใหญ่ เพื่อเป็นการหลีกเลี่ยงการเดินทาง การสัมผัส ที่เป็นการลดความเสี่ยงของการติดเชื้อไวรัสได้ดีที่สุด ที่ Kantar กล่าวต่อว่า ที่ในขณะที่ ทางด้านตลาดการเงินทั่วโลดที่ดิ่งลงหนักที่สุดตั้งแต่เกิดวิกฤตทางการเงินมา ที่คนเอเชีย 60% นั้นรู้สึกได้ว่า เรื่องที่กังวลเกี่ยวกับความมั่นคงทางเรื่องการเงิน ที่รองลงมา 46% ที่กังวลเรื่องเกี่ยวกับการแพร่ระบาดของไวรัส Covid-19 และความกลัวว่าจะติดเชื้อไวรัสสูงสุดในญี่ปุ่น กว่า 68% ในขณะที่คนเอเชียกว่า หนึ่งในสาม หรือ 34 % ก็กลัวที่จะติดเชื้อไวรัส ก็อาจจะฉุดให้เศรษฐกิจเข้าสู่ภาวะถดถอย โดยที่ชาวเกาหลีกังวลมากที่สุดของเรื่องทางสุขภาพทางการเงินกว่า 77% และ 61% ก็กังวลเกี่ยวกับเรื่องของการตกงาน ที่ผู้บริโภคชาวเอเชียเกือบครึ่งหนึ่ง กว่า 48% ที่มีความกังวลอย่างยิ่ง  เกี่ยวกับผลกระทบของไวรัส ในชีวิตประจำวัน  และประชาชนที่อาศัยอยู่ในกลุ่มที่ประเทศที่มีจำนวนผู้ติดเชื้อไวรัสมากที่สุดย่อมรู้สึกว่าชีวิตได้รับผลกระทบ โดยที่ชาวเกาหลี 75% และชาวญี่ปุ่น 60% ที่มีความกังวลและรู้สึกว่าชีวิมีผลกระทบ ด้านความไว้วางใจที่รัฐบาลจะรับมือกับวิกฤตนี้ได้อย่างไร ที่ในทางตรงกันข้ามที่สิงคโปร์ มีความกังวลเพียง 33% และอีก 78% ไว้วางใจกับวิธีที่รัฐบาลในรับมือกับวิกฤต กับการศึกษาในครั้งนี้ ที่ใช้ข้อมูลได้นอกจากการสำรวจความคิดเห็นของผู้ที่ตอบแบบสออบถาม 3,000 คนที่อินโดนีเซีย ญี่ปุ่น เกาหลี ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ และไทย ที่รวมถึงข้อมูล Panel Data และการเขียนวิเคราะห์ โซเชียลในเชิงลึก เพื่อทำความเข้าใจกับผลกระทบของไวรัสที่มีต่อทัศนคติ และพฤติกรรมโดยทั่วไปของคนเอเชีย ที่นอกจากนี้ แล้วการศึกษยังคงเปิดเผยให้เห็นว่า คนเอเชียนั้นกำลังปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ที่ใช้ชีวิตเพื่อลดความเสี่ยง และด้วยพฤติกรรมของกการจับจ่ายของผู้คนเอเชีย ก็เปลี่ยนไปเพราะภัยคุกคามที่สูงสุดจากไวรัส…

Read More

DOD เชื่อว่าแนวโน้มผลงานปี 63 ดีขึ้นตามกลุ่มผลิตอาหารเสริม

DOD

DOD หรือ บมจ. ดีโอดี ไปโอเทค โดยนางสาว สุวารินทร์ ก้อนทอง รักษาการประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงิน ได้กล่าวไว้ว่า ทางภาพรวมของทางบริษัท ฝนปี 2563 ที่มองว่า มีแนวโน้มการปรับตัวไปในทิศทางที่ดีขึ้น โดยที่จะเห็นได้จาก ยอดขายของการผลิตสินค้าในกลุ่มผลิตภัณฑ์ อาหารเสริม ที่ทยอยเข้ามาเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะจากบริษัท อัลทิมา ไลฟ์ จำกัด ที่ DOD ถือหุ้นอยู่กว่า 80% ซึ่งจะต้องดำเนินธุรกิจในรูปแบบขายตรง ภายใต้ผลิตภัณฑ์ดสริมอาหาที่เน้นสารอาหารธรรมชาติทั้งหมด อาทิ One Whey เวย์โปรตีน , Levarean (เลวาวีน) , Prepo Fiber and Detox (เพรโป) , Callox (แคลล็อกซ์) , Zinegra (ซิเนกร้า) , DODH .coffee (ดีโอดี เอช คอฟฟี่) และ R3verse Vine (อาร์3เวิสวายน์) โดย ล่าสุด บมจ. ดีโอดี ไปโอเทค ได้มีออเดอร์ใหม่เข้ามาแล้วในไตรมาส 1/63 มูลค่ารวมกว่า 320 ล้านบาท ซึ่งเติบโตเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่าตัว เมื่อเทียบกับไตรมาส 1/62 ที่มีรายได้รวม อยู่ที่ประมาณ 120 ล้านบาท โดยที่แบ่งเป็นรายได้ อัลทิมา ไลฟ์ 130 ล้านบาท และยังเป็นรายได้จาก บริษัท พีซีซีเอ แล็บบอราเทอรี่ จำกัด (PCCA) ซึ่งจะดำเนินธุรกิจ ผลิตผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางและสกินแคร์…

Read More